แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
24 สิงหาคม 2019, 22:51 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๕๓๒ ภาวนายังไงไม่ให้จิตซึม  (อ่าน 9917 ครั้ง)
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« เมื่อ: 17 กุมภาพันธ์ 2010, 23:34 »

เวลาภาวนาหรือทำสมาธิผมรู้สึกได้ว่าจิตมันจะซึมๆ ไม่ทราบว่ามีวิธีการแก้ไหมครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กุมภาพันธ์ 2010, 22:06 โดย sittnn » บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #1 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2010, 00:14 »

ท่าทางคุณ wattanwi จะทำสมาธิผิดวิธีครับ 

แต่ต้องชมว่า คุณเก่งที่รู้ตัวว่า จิตมันซึมนะ     เพราะคนจำนวนมากทำสมาธิแล้วจิตซึม แต่ไม่รู้ตัว บางคนเข้าใจว่าทำสมาธิได้ดีเสียอีก

วิธีการแก้ อันนี้ตอบตามความรู้นะครับ เคยฟังครูบาอาจารย์ท่านแนะศิษย์บางคนว่า ถ้ายังอยากทำสมาธิในท่านั่ง ลองเปลี่ยนเป็นนั่งสมาธิโดยลืมตาแทน แต่อันนี้ต้องไปลองทำดู เพราะจริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ผมเป็นคนนั่งสมาธิแล้วจะซึมๆเหมือนกัน เพราะเคยชินกับการนั่งแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พอนั่งปุ๊บจิตมันจะไหลเข้าร่องเดิมทันที

ทางแก้อีกอย่างคือ อย่าไปนั่งสิครับ ให้ลองเดินจงกรมดู เพราะหลักการเหมือนกันคือใช้กรรมฐานที่เป็นกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู เพียงแต่เปลี่ยนอิริยาบถจากนั่ง มาเป็นเดิน

คำแนะนำสุดท้ายคือ คุณอาจจะต้องนิยามคำว่า "ภาวนา" ให้กว้างขึ้นครับ ภาวนาไม่ได้จำกัดแต่การนั่งสมาธินะ ที่จริง ภาวนา โดยรากศัพท์ตรงๆ แปลว่า "ทำให้เจริญขึ้น" ความหมายโดยนัย คือทำให้ "จิต" เจริญ ด้วยสติ จนเกิดสัมมาสมาธิ และเกิดปัญญาตามมา

สิ่งสำคัญเบื้องต้นจึงต้องเจริญสตินะครับ ไม่ได้เป็นกฏตายตัวว่าต้องเริ่มจากนั่งสมาธิก่อนอย่างเดียว แล้วสติที่ควรเจริญเพื่อปัญญา เรียกว่า สติปัฏฐาน

วัตถุประสงค์หลัก คือเพื่อให้เห็นความจริงของกายและใจ ว่ามันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของดี ของเที่ยง แต่มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนของเรา ฉะนั้นงานหลักจึงเป็นวิปัสสนา  ส่วนสมถะ การทำสมาธิ เป็นส่วนสนับสนุน

วิปัสสนา เหมือนหน่วยรบ สมถะ เหมือนฝ่ายพลาธิการ คอยดูแลข้าวปลาอาหารให้ทหารมีแรง ออกไปรบได้เข้มแข็ง มันเกื้อหนุนกันอย่างนี้  ภาวนาจึงไม่ใช่เอาแต่นั่งสมาธิเอาเป็นเอาตาย

ยังไงก็อนุโมทนานะครับ ^^
บันทึกการเข้า
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« ตอบ #2 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2010, 19:02 »

ไม่เก่งหรอกครับ
แต่พอฟังหลวงพ่อปราโมชย์และคนบอกแล้วว่าท่าทีสมาธิจริงๆ จะกระชับกระเชง
แต่นี่เหมือนมัน ซึม ง่วงนอนยังไงยังงั้นครับ
เลยน่าจะเป็นจิตซึม

จะลองเดินจงกลมหรือนั่งเปิดตาดูครับ

ขอบคุณมากครับ
บันทึกการเข้า
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« ตอบ #3 เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2010, 22:10 »

  ขออนุโมทนานะคะ
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« ตอบ #4 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 14:55 »

มีปัญหาอีกแล้วครับ

คือวิธีตามดูจิตนะครับ
หลวงพ่อปราโมทย์บอกว่าให้ตามดูไปมันจะคิดอะไรก็ปล่อยมันไป ดูว่าใจตอนนั้นเป็นยังไง

แต่ของผมมันเป็นแบบ พอฟุ้งปุ๊บ แล้วพอมีสติจะไปดูว่ามันเป็นไง ดันกลับกลายว่ามันหายไปเลยตัวที่จะดู

จะต้องทำหรือแก้ยังไงไครับ

บันทึกการเข้า
Yaowalak
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 183

~ทุกสิ่งล้วนชั่วคราว~


« ตอบ #5 เมื่อ: 27 กุมภาพันธ์ 2010, 15:58 »

ให้ดูสภาวะใหม่ที่เกิดขึ้นตรงหน้าค่ะ
เช่น ถ้าฟุ้งหายไปแล้วเกิดความสงสัยว่าเอ๊ะหายไปไหน? ให้ดูที่ตัวความสงสัยนี่ไปเลย
หรือ ถ้าโกรธตัวเองที่เมื่อครู่ดูไม่ทัน ก็ให้ดูที่ตัวโกรธนี่แทน
ให้รูู้สภาวะที่มันเกิดขึ้นล่าสุด ไม่ต้องไปควานหาของเก่าค่ะ
อย่างที่หลวงพ่อท่านพูดบ่อยๆ ว่า ให้รู้ลงปัจจุบันค่ะ 
บันทึกการเข้า

หากทุกคนมีธรรมในใจ ปัญหาใดๆ ก็ยุติลงได้ด้วยธรรม
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« ตอบ #6 เมื่อ: 8 มีนาคม 2010, 11:44 »

ตามดูจิต คือสมองเข้าใจ แต่ใจไม่เข้าใจ ทำไงดีครับ

หรือว่าก็ภาวนาและตามดูต่อไปเรื่อยๆ หรือครับ

บางครั้งรู้ว่าใจมันคิดไปแล้ว รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังคิดอะไรอยู่ แต่อยากจะคิดให้จบก่อน

อันนี้โอเคไหมครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 9 มีนาคม 2010, 16:26 โดย Yaowalak » บันทึกการเข้า
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« ตอบ #7 เมื่อ: 9 มีนาคม 2010, 20:08 »

"บางครั้งรู้ว่าใจมันคิดไปแล้ว รู้ว่าตอนนี้ใจกำลังคิดอะไรอยู่ แต่อยากจะคิดให้จบก่อน"

ถ้าอยากคิดก็รู้ว่าอยากสิคะ 
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« ตอบ #8 เมื่อ: 9 มีนาคม 2010, 22:26 »

ตามดูจิต คือสมองเข้าใจ แต่ใจไม่เข้าใจ

แล้วอันนี้ละครับ คือสมองเข้าใจว่าทุกอย่างไม่เที่ยง มีเกิด มีดับ
แต่ไม่เห็นเลยว่าใจมันจะรู้สึก รู้อย่างเดียวว่าพอคิดมันอึดอัด แต่ผ่านไปสักพักกลับโล่ง
บันทึกการเข้า
aston27
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 261


« ตอบ #9 เมื่อ: 10 มีนาคม 2010, 09:30 »

ให้วางใจใหม่ครับ  ว่าเราจะ "รู้" เพื่อ "รู้ความจริง" 
ไม่ใช่รู้เพื่อ "เข้าใจ" อะไร

ที่จริงตอนนี้คุณก็เริ่มภาวนาเข้าร่องเข้ารอยแล้ว
เพราะคุณเห็นได้แล้วว่า "พอคิดมันอึดอัด แต่ผ่านไปสักพักกลับโล่ง"

แค่นี้ถ้าคุณรู้ไปอย่างเดียว จิตก็เห็นความจริงสองอย่างแล้ว

อย่างแรก จิตที่คิดด้วยความอยาก  อยากรู้ อยากเข้าใจ
อยากอะไร มันจะให้ผลเป็นความอึดอัด อันนี้มันสอนธรรมะว่า ทุกอย่างเกิดเพราะเหตุ
เราไม่ได้สั่งว่าให้มันอึดอัด แต่เราไปทำเหตุที่นำความอึดอัดมาสู่จิต

ฉะนั้น ฉันใด ฉันนั้น อย่าปฏิบัติธรรมสนองกิเลส
เอาแค่มีฉันทะว่า เราจะภาวนา เพื่อเห็นความจริง ไม่เอาอะไร แต่ก็ไม่ปฏฺิเสธอะไร
ถ้ามันอยากภาวนา รู้ว่าใจมันอยาก  แล้วก็ภาวนาต่อไป

เราทำเหตุให้เกิดปัญญา คือการมีสติ รู้กาย รู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่เป็นกลาง
จิตที่เป็นกลาง คืออ่อนน้อมต่อความจริงที่มันปรากฏ และที่มันเป็นไป ไม่ถลำถลาลงไปหามัน
แต่ก็ไม่ปฏฺิเสธ ผลักไสมันออกไป ที่เหลือ มันจะเข้าใจไม่เข้าใจ ก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรานะครับ

สอง  จิตมันแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้คุณเห็น
อนิจจัง เพราะเมื่อกี้ จิตยังอึดอัด ตอนนี้กลับโล่งแล้ว
ทุกขัง เพราะจิตที่อึดอัด มันก็อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ตลอด ต้องเปลี่ยนเมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน
อนัตตา คือมันเปลี่ยนเอง เราไม่ได้สั่ง บังคับควบคุมให้มันเปลี่ยน

ภาวนาไปอีกนะครับ อย่าหยุดสงสัยนาน :)

สงสัย รู้ว่าสงสัย แล้วค่อยมาถาม นะครับ
บันทึกการเข้า
wattanwi
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 8


« ตอบ #10 เมื่อ: 10 มีนาคม 2010, 20:38 »

ขอบคุณมากครับ

จะทำต่อไปครับ

ที่ทำการภาวนาเพราะว่าอยากให้หายทุกข์ครับ

แต่ดีขึ้น 2-3 วัน ใจกลับเป็นอย่างเก่า เพราะว่าไปยึดมันไว้

พอลองดูกายก็คลายลงแต่สมองยังคิดอยู่

อยากตัดใจให้ขาด ทำไงได้บ้างครับ
บันทึกการเข้า
Boom
ผู้ดูแลระบบ
ดาวฉายแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 50



« ตอบ #11 เมื่อ: 13 มีนาคม 2010, 02:57 »

ตามดูจิต คือสมองเข้าใจ แต่ใจไม่เข้าใจ

แล้วอันนี้ละครับ คือสมองเข้าใจว่าทุกอย่างไม่เที่ยง มีเกิด มีดับ แต่ไม่เห็นเลยว่าใจมันจะรู้สึก

ผู้รู้ท่านหนึ่ง ได้พูดถึงประเด็นนี้เอาไว้ ขอยกมาบางส่วนดังนี้ครับว่า

มันเป็นคนละส่วนกัน

การฟังนั้น... เสียงกระทบหู แล้วได้ยิน แล้วจดจำได้
นี่เรียกว่า สุตตมยปัญญา


ระบบของสมอง ระบบของจิต ประมวลคำพูดทั้งหลายทั้งปวงออกมาเป็นภาษา
อันนี้เรียกว่า จินตามยปัญญา

คือเป็นกระบวนการของอาการของจิตกับขันธ์เข้ามาผสมกัน
แล้วก็มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง รับได้บ้างไม่ได้บ้าง
นี้ก็เป็นแค่จินตามยปัญญา ไม่ได้เกี่ยวกับใจเลย


ส่วนใจรู้  ใจจะรู้ได้ หรือใจจะยอมรับได้
ต้องด้วยปัจจัตตังเท่านั้น เรียกว่าภาวนามยปัญญา

ตัวภาวนามยปัญญาจะเกิดที่ใจ จากการที่เข้าไปเฝ้าดู ตามรู้


สิ่งที่เราเรียนรู้จดจำได้ ว่าให้เข้าใจนะ, ให้รู้เฉยๆนะ,
ให้รู้เท่าที่มีเท่าที่เป็นนะ, ให้รู้ไม่เข้าไปแทรกแทรงนะ ฯลฯ
เหล่านี้ยังเป็นการเข้าใจและยอมรับ ด้วยจินตามยปัญญา
แต่ยังไม่มีการเข้าไปรู้จริงตามความเป็นจริง ด้วยการมีสติเข้าไปเห็นจริง

ใจจริงนั้นจะยอมรับได้ ก็ด้วยการเข้าไปเห็นตามความเป็นจริงเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ถึงจะรู้สึกเข้าใจขนาดไหน แต่ใจก็ยังไม่ยอมรับ จึงเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะใจมันยังไม่เห็นตามความเป็นจริง
ยังเป็นสุตตมยปัญญา กับจินตามยปัญญา ยังไม่เกิดภาวนามยปัญญา

กว่าจะเกิดภาวนามยปัญญา ต้องอาศัยสติเข้าไปเรียงร้อย
เข้าไปดูกระบวนการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การดับไป
ดูกระบวนการ ว่าอย่างไรมันถึงเกิดขึ้น
อย่างไรมันถึงเพิ่มขึ้น อย่างไรมันถึงลดลง
อย่างไรถึงอยู่นาน อย่างไรถึงอยู่น้อย
อย่างไรถึงดับไป อย่างไรถึงเกิดบ่อย
สติต้องเข้าไปเรียนรู้ เฝ้าดู สังเกต ทีละเล็กทีละน้อย  ...บ่อยๆ
แล้วมันจะประมวลผล และยอมรับด้วยปัจจัตตัง
ตรงนั้นใจถึงจะเชื่อขึ้นมาในภายหลัง
ถ้าลงที่ภาวนามยปัญญาแล้ว จะเป็นการเชื่อแบบปักใจ เชื่อแบบเต็มใจ
เข้าไปที่ใจ ใจรู้จะรู้ใจเลย ใจเห็นเลย ใจจะ"ละ"เลย ถ้าใจเห็นเมื่อไหร่ใจละทันที

รู้ทั้งนั้นแหละว่าทุกข์ รู้ทั้งนั้นแหละอารมณ์ไม่ดี แต่มันไม่ละ เพราะใจมันยังไม่เห็นตามความเป็นจริง
ก็ต้องกลับมาให้ใจมันเรียนรู้ไป ทีละเล็กทีละน้อย แล้วมันจะประมวลผลของมันเอง มันถึงจะยอมรับ
ปัญญาที่แท้จริงจึงไม่ได้เกิดจากการคิดค้นด้นเดาเลย
มีแต่รู้กับรู้ ตามความเป็นจริง รู้เดี๋ยวนี้ รู้ปัจจุบันของกายกับจิต
ฯลฯ


...ครับ 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!