แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
16 กันยายน 2019, 15:59 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๕๑๐ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี  (อ่าน 14245 ครั้ง)
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« เมื่อ: 14 มกราคม 2010, 17:25 »

สวัสดีค่ะขอคำชี้แนะจากพี่ ๆ คะ
  ดิฉันรักผู้หญิงด้วยกันรู้ว่าเป็นอย่างนี้เมื่อตอนอายุ  14  ปี  แต่ก็ไม่เคยคบใครเป็นแฟนจริงจัง เพียงแอบชอบแต่ไม่เคยบอกเขา เพราะไม่อยากเปิดเผยตัวเอง  เพราะรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติ  เคยคบกับผู้ชายเหมือนแต่ไม่ได้รู้สึกชอบเลยแม้แต่น้อย สุดท้ายก็เป็นเราที่เป็นฝ่ายบอกเลิกเขา  แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นเลส ตอนนี้ก็ยังไม่มีใคร คิดว่าอยู่คนเดียวก็สบายดีแล้ว ศึกษาธรรมะ  ฝึกภาวนา เพราะเรารู้ว่าเหตุที่เราเป็นเพศที่ผิดปกติเพราะเราผิดศีลข้อ 3  แต่ปัญหามีอยู่ว่าวันนึงแม่ก็ถามว่าทำไมไม่มีใครซักที  จะแต่งงานเมื่อไหร่ อยากอุ้มหลานแล้วนะ  เราก็ได้แต่เงียบไม่สนใจ แต่คนรอบข้างก็ถามบ่อยขึ้น เราเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
คำถามคือ
1. เราจะเปิดเผยกับทุกคนไปเลยดีไหมว่าเราไม่ได้ชอบผู้ชาย ให้เราอยู่คนเดียวยังจะดีชะกว่าให้เราแต่งงาน   ถ้าบอกไปทุกคนคงรับไม่ได้  แม่คงเสียใจ พ่อคงผิดหวัง  น้องคงอึ้ง และคนรอบข้างอีกมากมาย ซึ่งเรารักครอบครัวมากโดยเฉพาะแม่ ถ้าตายแทนท่านได้ก็จะทำ
2. ฝืนใจคบกับใครซักคน  ถ้าเข้ากันได้  ถ้าเขารักเรา เราก็แต่งงานด้วย (โดยพื้นนิสัยแล้วเป็นคนเข้ากับคนได้ง่าย)  เพื่อให้ทุกคนสบายใจ  แล้วถ้าเราทำอย่างนี้จะบาปมากไหม  โดยเฉพาะกับคนที่เราไม่ได้รักและตัวเราเอง
    ตอนนี้สับสนในชีวิตจัง  ได้แต่ฝึกภาวนา  ตามรู้ ตามดูใจตัวเอง 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 มกราคม 2010, 20:34 โดย sittnn » บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
Aims
คิดดี...พูดดี...ทำดี
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 587



« ตอบ #1 เมื่อ: 16 มกราคม 2010, 12:21 »

ตอบคำถามนะคะ

๑. ถ้ารู้ว่าการเปิดเผยว่าเราเ้ป็นหญิงรักหญิง จะทำให้คุณแม่และคนรอบข้างไม่มีความสุข
คุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ค่ะ ทำตัวให้เป็นสาวโสดที่มีความสุขดีกว่านะคะ
พอมีใครถามว่าทำไมไม่แต่งงาน แม่บ่นว่าอยากอุ้มหลาน ฯลฯ
ตอบเขาไปก็ได้ค่ะ ว่าอยู่คนเดียวแบบนี้ก็สบายใจดี ที่ไม่ต้องมีห่วง ไม่ต้องมีภาระ
คนเป็นพ่อเป็นแม่ อยากให้ลูกมีความสุขค่ะ

เพียงแต่ความสุขในมุมมองของท่าน คือการมีครอบครัว มีลูก มีสามีคอยดูแล
เพราะในยุคสมัยที่คุณแม่เติบโตมา ผู้หญิงยังพึ่งพาหาเลี้ยงตัวเองได้น้อยกว่าสมัยนี้
ดังนั้นท่านจึงอยากให้คุณมีคู่ค่ะ
ซึ่งถ้าคุณไม่มีไปเรื่อยๆ และแสดงให้เห็นว่าคุณมีความสุขเพียงพอแล้วกับชีวิตโสด
นานวันไป ท่านจะยอมรับได้เองค่ะ


๒. ไม่ควรทำค่ะ ทรมานทั้งสองฝ่าย สุดท้ายก็จะต้องเลิกกันจนได้ 

ขอให้โชคดีนะคะ 
บันทึกการเข้า

นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา     
ขอนอบน้อมแด่ท่านผู้หลุดพ้นแล้ว
ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่านผู้หลุดพ้นแล้ว


     

"...ชีวิตนี้น้อยนัก  แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ  เป็นทางแยก
จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
แล้วจงเลือกเถิด  เลือกให้ดีเถิด..."


จาก "ชีวิตนี้น้อยนัก"
พระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #2 เมื่อ: 16 มกราคม 2010, 12:51 »

ขอบคุณ คุณเอมมากนะคะที่ช่วยชี้แนะ แก่คนที่ขลาดและเขลาคนนี้
ไม่ได้เป็นคนที่ไม่ยอมรับความจริงนะ รู้ว่าความลับไม่มีในโลก สักวันทุกคนคงรู้ความจริง (แต่ไม่แน่ใจว่าทุกคนจะยอมรับได้หรือเปล่า)คิดเรื่องนี้ทีไรก็ฟุ้งซ่านทุกที  บังคับไม่ให้คิดก็ไม่ได้ ได้แต่ตามดูมัน 
ยอมรับว่าคิดมากแต่บางครั้งเราก็ต้องดูเป้าหมายของตัวเอง เพื่อจะได้ไม่เดินหลงทาง

บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #3 เมื่อ: 30 มกราคม 2010, 14:31 »

สวัสดีค่ะ มีคำถามมารบกวนพี่ ๆ  อีกแล้วค่ะ อาจจะบ้า ๆ บอ ๆ บ้างพี่ ๆ คงไม่ว่านะคะ
   เริ่มเลยก็แล้วกัน เนื่องจากเมื่อก่อนเราไม่แน่ใจว่าเราเป็นเลสหรือเปล่าหรือว่าเป็นผู้หญิงปกติ ก็ลองคบกับผู้ชายแบบผู้หญิงผู้ชายคบกัน  แต่เมื่อคบกันมาถึงจุด ๆ นึงผู้ชายก็มักจะบอกว่าเรียนจบแล้วจะให้แม่มาขอนะหรือวาดภาพในอนาคตว่าเราสองคนจะต้องแต่งงานอย่างนั้น อย่างนี้ หรือขอหลาย ๆ อย่างที่เราคิดว่าเป็นการผูกมัด  เราก็มักจะถอยห่างออกมา  โดยไม่ได้สนใจเลยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร (เพราะรู้แล้วว่าเราไม่ได้รักเขา) หลายคนผ่านไปมันก็ยังไม่ใช่อยู่ดี  จนในที่สุดก็แน่ใจแล้วว่าเราไม่ได้รักผู้ชาย  เราก็หยุดไม่คิดที่จะคบกับใครเพื่อที่จะพิสูจน์เรื่องนี้อีกแล้ว   ไม่ได้มีอคติกับผู้ชายนะคะ คุยด้วยได้ (แถมผู้ชายบางคนคุยสนุก ตรงไป ตรงมามากกว่าผู้หญิงชะอีก เพราะถ้าเป็นผู้หญิงบางกลุ่มจะชอบเม้าเรื่องคนนั้นคนนี้ที)  แต่จะให้ใช้ชีวิตคู่ร่วมด้วยคงทำใจลำบาก
   ปัจจุบันมีผู้ชายคนนึงทำงานที่เดียวกันกับเรา เขายังโสดชอบพูดจีบ คนนั้นที คนนี้ที  เรานับถือเขาเป็นพี่ชายคนนึง  ชอบมาพูดแซวเชิงเจ้าชู้  ประมาณว่า "วันนี้แต่งตัวน่ารักจังเลย "  "ชอบนะแต่ต้องรอคิวอีกซักหน่อยเพราะเขามีตัวเลือกเยอะ" เราก็ขำ ๆ รู้ว่าล้อเล่นกันสนุกสนานไม่ได้คิดอะไร แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่เขาเจ้าชู้ไม่เลิกก็เลยประชดโดยการตอบกลับว่า "ไม่เป็นไรรอได้ถึงคิวที่พี่จะมาจีบเมื่อไหร่ก็บอกนะจะได้เตรียมตัวทัน หรือบางทีก็บอกเป็นลาง ๆ ให้เขารู้ว่าเรื่องอย่างนี้ไม่ควรล้อเล่น ประมาณว่า "พี่มาบอกรักบ่อย ๆ อย่างนี้รู้ไหมหวั่นไหวนะ ถ้าเกิดชอบขึ้นมาจริง ๆ ใครจะรับผิดชอบ " เขาก็บอกว่าล้อเล่นน่าอย่าคิดมากเลย  แรก ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายบ่อยเข้าซักจะรำคาญ
      ขอถามพี่ ๆ ค่ะ
    1. การที่เราเคยคบกับผู้ชายเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างของใจเราแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน ที่ทำไปอย่างนั้นผิดมากไหม  และเราจะได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง (รู้ว่าแก้ไขอดีตไม่ได้แต่อยากรู้เพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ ๆ อีก)
    2. การที่เราไม่ได้บอกเขาว่าที่คบกับเขาต่อไปไม่ได้นอกจากเหตุผลว่าเราไม่ได้รักเขาแล้ว  ยังมีอีกเหตุผลนึงคือเราเป็น   เลสเรารักผู้หญิงไม่ได้รักผู้ชาย  ถือว่าเป็นการโกหกไหม
    3. การพูดล้อเล่นกันอย่างนี้ถือว่าผิดศีลข้อมุสาไหม เพราะชอบพูดแบบนี้บ่อย ๆ ทั้งที่ใจจริงไม่ได้คิดอะไรเลย (ตอนแรกคิดว่าไม่เป็นไรน่านิดเดียวเอง  แต่นานวันเข้าก็เริ่มจะมากขึ้น จากพูดกัน 1ประโยค เป็น 2 ประโยค และมากขึ้นไปเรื่อย ๆ)
    4. รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเจ้าชู้  แก้อย่างไรถึงจะหาย
    5. รู้สึกว่าเวลาอยากได้อะไรก็จะพยายามทำให้ได้ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งมีค่ามากหรือน้อยจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่เมื่อได้มาแล้วมักจะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจดูแล  เหมือนไม่เห็นค่าของมัน  เช่นกันเรื่องความรักเมื่ออยากได้ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา  แต่พอได้ในสิ่งที่ต้องการ  ก็ไม่ค่อยใส่ใจดูแล  จนบางครั้งคนรอบข้างบอกว่าเราเป็นคนเย็นชา (เราเองก็เพิ่งจะรู้ตัว) แล้วต้องแก้อย่างไร
     6.รู้ว่าตัวเองเป็นคนเก็บกดเนื่องจากเราไม่ได้แสดงออกในตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ทำให้บางครั้งบ้าพลัง แต่ก็ระบายด้วยการเล่นกีฬา เช่น บาสฯ  วอลเล่  หรือบางครั้งถ้าหนักจริง ๆ ก็วิ่งแบบมีแรงเท่าไหร่ใช้ให้หมด ฯลฯ  ทำอย่างไรถึงจะหาย บางครั้งอยากมีใครบางคนคอยรับฟัง แต่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใครดี
     รบกวนพี่ ๆ ช่วยตอบด้วยนะคะ  ขอบคุณค่ะ


   
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #4 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์ 2010, 18:16 »

         ขอโทษด้วยนะคะที่มาตั้งคำถามที่ไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่  ทั้ง ๆ ที่คำตอบทั้งหมดขึ้นอยู่เราเอง  แต่ ณ  เวลานั้นสับสนกับตัวเองยึดติดกับอดีตที่ผ่านไปตั้งนานแล้วเราแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว  แต่  ณ  เวลานี้รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร  ได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง และก็สม่ำเสมอมากกว่าเดิมทำให้ใจสงบขึ้น  มองเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างชัดเจนขึ้น
         ตอนนี้ก็พยายามทำหน้าที่ของลูกที่ดี  ทำหน้าที่ทางโลกให้เต็มตามศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่งจะทำได้  และสามารถปฏิบัติธรรมขั้นต้นคือ ให้ทาน  รักษาศีล ไปพร้อม ๆ กัน  ส่วนธรรมะขึ้นสูง ที่ต้องภาวนา ดูจิต ปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในถือตัวตน  คงอีกยาวไกล  ขอบคุณเวปไซต์แสงดาวส่องทางแห่งนี้นะคะ  ที่ช่วยทำให้มองเห็นอะไรได้ชัดเจนขึ้นและทำให้สามารถตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น  ขอบคุณค่ะ
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
mayrin
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 201


« ตอบ #5 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2010, 17:04 »

1. การที่เราเคยคบกับผู้ชายเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างของใจเราแล้วสุดท้ายก็เลิกกัน ที่ทำไปอย่างนั้นผิดมากไหม และเราจะได้รับผลกรรมอย่างไรบ้าง (รู้ว่าแก้ไขอดีตไม่ได้แต่อยากรู้เพื่อจะได้ไม่ทำผิดซ้ำ ๆ อีก)

2.  การที่เราไม่ได้บอกเขาว่าที่คบกับเขาต่อไปไม่ได้นอกจากเหตุผลว่าเราไม่ได้รักเขาแล้ว ยังมีอีกเหตุผลนึงคือเราเป็น เลสเรารักผู้หญิงไม่ได้รักผู้ชาย ถือว่าเป็นการโกหกไหม     

เรามองย้อนกลับมุมดูแล้วก็จะเข้าใจได้ชัดขึ้นค่ะ
ถ้ามีผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย แต่ไม่แน่ใจตัวเอง
มาคบกับเราเพื่อพิสูจน์ความจริงบางอย่างของใจเธอ
แล้วสุดท้ายก็เลิกกับเราไป ไม่บอกเหตุผลที่แท้จริง
เราจะรู้สึกว่าเขาทำผิด โกหกเรา และควรได้รับผลอย่างไรหรือไม่
     
 
3. การพูดล้อเล่นกันอย่างนี้ถือว่าผิดศีลข้อมุสาไหม เพราะชอบพูดแบบนี้บ่อย ๆ ทั้งที่ใจจริงไม่ได้คิดอะไรเลย (ตอนแรกคิดว่าไม่เป็นไรน่านิดเดียวเอง แต่นานวันเข้าก็เริ่มจะมากขึ้น จากพูดกัน 1ประโยค เป็น 2 ประโยค และมากขึ้นไปเรื่อย ๆ)
 
ถือว่าเป็นการพูดเล่น พูดเพ้อเจ้อ เป็นหนึ่งในวจีทุจริต ๔ ของอกุศลกรรมบท ๑๐
สั่งสมนิสัยให้จิตฟุ้งซ่านค่ะ นานไปจิตก็ชักจะเริ่มเอียงเห็นเป็นจริงไปจังคล้อยตามบทที่กำกับ

4. รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเจ้าชู้ แก้อย่างไรถึงจะหาย
     
อบรมจิตให้หวล ตระหนักพิจารณาถึงโทษของการผิดศีลให้บ่อยๆ ค่ะ
ความเจ้าชู้ประตูดินไม่เลือกลูกเขา ภรรยาสามีใคร
มักนำความเดือดเนื้อร้อนใจมาสู่ เพราะเป็นเหตุใกล้ให้ผิดศีลกาเมสุมิจฉาร

ซึ่งก่อให้เกิดความเบี่ยงเบนในเพศ ต้องซุกซ่อนความรู้สึก หลบเร้น อยู่ในวงจำกัด ไม่อาจเผยตน
จะทำตามความรู้สึกที่แท้จริง ก็เหมือนมีวงสังคมคนแวดล้อม ครอบครัว มาเป็นขวางหนามกรีดเกี่ยวเนื้อ
ถ้าเราไม่อยากเป็น ไม่อยากวนเวียนอยู่ ในความรู้สึกที่ผิดปกติ ก็ต้องลดละเลิก ความเจ้าชู้ นั้นค่ะ   

5. รู้สึกว่าเวลาอยากได้อะไรก็จะพยายามทำให้ได้ไม่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งมีค่ามากหรือน้อยจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่เมื่อได้มาแล้วมักจะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจดูแล เหมือนไม่เห็นค่าของมัน เช่นกันเรื่องความรักเมื่ออยากได้ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา แต่พอได้ในสิ่งที่ต้องการ ก็ไม่ค่อยใส่ใจดูแล จนบางครั้งคนรอบข้างบอกว่าเราเป็นคนเย็นชา (เราเองก็เพิ่งจะรู้ตัว) แล้วต้องแก้อย่างไร

เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติวิสัย ที่จิตปุถุชนจะพร่องอยู่เสมอ ไม่อิ่มในกามตัณหา
ต้องดิ้นรน เสาะแสวงหากามแปลกใหม่มาสนอง เมื่อได้ลิ้มลองรู้จักรส ก็ผละออก
วิ่งวนคว้านหาต่อไปอย่างไม่มีที่สุด แม้จะต้องเหนื่อยยากปานขาดใจ
     
แม่น้ำใดๆ ก็ไม่กว้างใหญ่ลึกเท่าตัณหา และไม่อาจถมให้เต็มได้ด้วยการทำตาม

ดังนั้น ต้องมีอินทรีย์สังวรในทวารทั้ง ๖ ทาง คือ
ตา หู  จมูก ลิ้น กาย ใจ  การสำรวมระวังตนโดยมีสติกำกับ

ชักสะพานไปสู่ตัณหานั้นทิ้งเสียค่ะ อย่าตามความอยาก
เริ่มจากการไม่ดำริ  ไม่ตรึกตรองถึง

แนะนำใหอ่านพระธรรมเทศนาของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ยุทธวิธีต่อสู้กับกิเลสมาร
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/004979.htm


6.รู้ว่าตัวเองเป็นคนเก็บกดเนื่องจากเราไม่ได้แสดงออกในตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ทำให้บางครั้งบ้าพลัง แต่ก็ระบายด้วยการเล่นกีฬา เช่น บาสฯ วอลเล่ หรือบางครั้งถ้าหนักจริง ๆ ก็วิ่งแบบมีแรงเท่าไหร่ใช้ให้หมด ฯลฯ ทำอย่างไรถึงจะหาย บางครั้งอยากมีใครบางคนคอยรับฟัง แต่ก็ไม่รู้จะปรึกษาใครดีรบกวนพี่ ๆ ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

การออกกำลังกายก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ค่ะ
เพราะทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นการระบายพลัง

แต่นอกเหนือจากออกกำลังกายแล้ว ก็ต้องออกกำลังจิตด้วย
ฝึกภาวนา เพื่อที่จิตจะได้แข็งแกร่ง มีพลังต่อสู้กับสรรพกิเลส
บันทึกการเข้า
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #6 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์ 2010, 12:43 »

ขอบคุณ  คุณ mayrin  มาก ๆ เลยนะคะสำหรับคำชี้แนะ
จะฝึกภาวนาให้ต่อเนื่อง เพื่อที่จิตจะได้แข็งแกร่ง อย่างที่คุณ  mayrin แนะนำ 
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #7 เมื่อ: 3 พฤษภาคม 2010, 18:29 »

สวัสดีค่ะพี่ ๆ แสงดาวส่องทางทุกท่าน หลังจากที่ได้เข้ามาเวปนี้และได้รับคำแนะนำจากพี่ mayrin แนะนำให้ปฏิบัติธรรมและได้ฝึกเจริญจิตภาวนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด เริ่มสนใจธรรมะมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เข้าใจคำถามหลาย ๆ อย่างในชีวิตที่เคยติดค้างในใจของตัวเอง เริ่มคำถามเลยนะคะ
       - ปฏิบัติธรรมแล้วมีหลาย ๆ อย่างที่เปลี่ยนไปคือจากเมื่อก่อนชอบดูและติดละครมาก แต่ตอนนี้ดูก็ได้ ไม่ดูก็ได้     
ชอบฟังธรรมะมากกว่าฟังเพลง เพราะทุกครั้งที่ฟังใจจะรู้สึกอิ่มเอม เบิกบาน ให้อภัยคนอื่นได้ง่าย ๆ อย่างเช่นถ้าใครว่าเราด้วยอารมณ์โกรธเราก็จะนิ่งและก็แผ่เมตตาให้เขา สงสารเขาที่เขาโกรธ บางวันเหมือนใจมันเบิกบาน เบาสบาย มีความสุขอยู่ตลอดวัน เราก็ตามดูมันเรื่อย ๆ มีสุขมาก สุขน้อย ดิฉันไม่ได้ผิดปกติใช่ไหมคะ
       - ดิฉันเข้าใจว่าทุกอย่างย่อมอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ ทุกอย่างล้วนเป็นสมบัติของโลก เป็นบัญญัติสมมติ  ไม่มีใครได้อะไรมาและไม่มีใครเสียอะไรไป  ถ้าเราเอาใจเราไปยึดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของเรา เราก็จะทุกข์  เราทำทุกอย่างตามหน้าที่ของเราแต่เราไม่ควรไปยึดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ว่าเป็นของเรา แม้แต่กายกับจิต ถ้าเราเข้าไปยึดว่าเป็นของเรา  เราก็จะทุกข์อยากควบคุมให้มันเป็นแบบที่เราอยากให้เป็น ดิฉันเข้าใจถูกต้องหรือเปล่าคะ มีหลวงพ่อท่านหนึ่งเคยเทศน์ว่าปัญหาก็ส่วนปัญหา อย่าไปมีอะไรกับปัญหา เพราะถ้าเราไปมีปัญหากับปัญหาแล้วเราก็จะมีปัญหา แต่ด้วยอินทรีย์ยังอ่อน ยังเขลาก็เลยอยากทราบว่าที่ปฏิบัติมาถูกทางหรือเปล่าค่ะ มีความตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง
   
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #8 เมื่อ: 20 พฤษภาคม 2010, 17:20 »

สวัสดีค่ะพี่ ๆ แสงดาวส่องทางทุกท่าน   ต้องขออภัยด้วยที่ถามอะไรก็ไม่รู้ ถามเอง  ตอบเอง  อย่าถือสาเด็กเมื่อวานซืนเลย นะคะ  ทุกคำถามมิได้มีเจตนาจะทำให้ท่านผู้ใดขุ่นเคืองใจ  หากสิ่งใดที่ถามแล้วทำให้ท่านผู้อ่านท่านใด  ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ  หรือขุ่นเคืองใจต้องขออภัยและขออโหสิกรรมไว้ ณ  ที่นี้ด้วย 
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
Yaowalak
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 183

~ทุกสิ่งล้วนชั่วคราว~


« ตอบ #9 เมื่อ: 22 พฤษภาคม 2010, 15:28 »


ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณคุณ wannee เป็นอย่างสูงนะคะ
ที่มาแบ่งปันประสบการณ์หลังการปฎิบัติให้พวกเราได้อ่านกัน
สิ่งที่คุณ wannee เล่ามามีคุณค่ามากค่ะ
เช่นเดียวกับเรื่องราวของทุกๆท่านที่มาแชร์กันในเว็บนี้ 

ที่เห็นว่าทีมงานไม่ได้เข้ามาตอบ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าไม่ใส่ใจนะคะ
แต่เนื่องจากทีมงานต่างก็มีภารกิจไม่ต่างจากทุกคนค่ะ
ช่วงไหนที่ติดภารกิจกันหมด ก็อาจจะหายๆ กันไปบ้าง หรือตอบช้าไปบ้าง (อย่างเช่นช่วงนี้เป็นต้น  )
ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ส่วนที่ถามมา ขอตอบรวมๆ แบบนี้แล้วกันนะคะ
การปฎิบัติที่ถูกทางนั้น ต้องเป็นไปเพื่อละวางความยึดมั่นถือมั่น และการเห็นผิดว่ามีตัวตน
ดังนั้น หากปฎิบัติแล้วมีความสุขขึ้น
ปล่อยวางได้มากขึ้น ความยึดมั่นเหลือน้อยลง ตัวตนเล็กลง
ก็แสดงว่ามาถูกทางแล้วค่ะ
ยินดีด้วยนะคะ 

บันทึกการเข้า

หากทุกคนมีธรรมในใจ ปัญหาใดๆ ก็ยุติลงได้ด้วยธรรม
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #10 เมื่อ: 25 พฤษภาคม 2010, 16:34 »

ขอบคุณ พี่ Yaowalak  มาก ๆ เลยนะคะที่ให้คำชี้แนะ
(ขออนุญาตเรียกพี่ละกันนะคะ เพราะwannee_011 เองเพิ่งอยู่ในวัยเบญจเพส ยังอ่อนทั้งวัยวุฒิและด้านการปฏิบัติธรรม)
จะจดจำไว้ค่ะ เผื่อเวลาที่ปฏิบัติธรรมแล้วเกิดหลงทางอีก ว่าปฏิบัติธรรมเพื่อละ ไม่ใช่เพื่อยึด
ขอบคุณพี่ ๆ แสงดาวส่องทางเป็นอย่างสูงอีกครั้งค่ะ  ที่ช่วยเตือนสติและชี้แนะมาโดยตลอด
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #11 เมื่อ: 1 มิถุนายน 2010, 19:35 »

สวัสดีค่ะพี่ ๆ แสงดาวส่องทางทุกท่าน วันนี้ไม่ได้มาถามค่ะแต่แค่อยากมาเล่าเรื่องของตัวเอง  พี่ ๆ คงไม่ว่าอะไรนะคะ
  - ดิฉันจำได้ว่าสนใจอ่านหนังสือธรรมะครั้งแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เริ่มค้นหาคำตอบของชีวิตว่าเกิดมาทำไม  จะทำอะไรต่อไป    เรียนจบ แต่งงาน  มีครอบครัวงั้นหรือ (ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเลิกชอบผู้หญิงแล้วยังเคยคุยกับเพื่อนเลยว่าถ้ามีครอบครัวจะไปสร้างบ้าน อยู่บนภูเขาดูสงบดีมี พ่อ แม่ ลูก ครอบครัวคงมีความสุข) ชอบอ่านหนังสือแนวจิตวิทยา  ปรัชญา อะไรทำนองนี้    จนได้อ่านงานเขียนของคุณดังตฤณ คือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว,มีชีวิตที่คิดไม่ถึง,เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ฯลฯ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เริ่มมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจศึกษาธรรมะเพื่อความพ้นทุกข์ นรก สวรรค์มีจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ คิดว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนสูงอายุ เรายังเด็กอยู่เลยเอาไว้ซักอายุ 40 ปีค่อยศึกษาดีกว่า การปฏิบัติธรรมตอนนั้นส่วนมากจะนั่งสมาธิให้จิตสงบมากกว่า   (สมถะหรือวิปัสสนาคืออะไรไม่รู้เรื่องคิดว่าปฏิบัติธรรมก็คือนั่งสมาธิ) ตอนนั้นชีวิตมีความสุขมากไม่เห็นจะมีความทุกข์อะไรเลย อาจจะมีอุปสรรคบ้างแต่ก็ผ่านมาได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ (เพราะนิสัยปกติก็เป็นคนยอมคนง่าย ไม่ค่อยถือสาหาความกับใคร อย่างเช่นตอนเรียนถ้าอาจารย์ให้งานมาถ้าไม่มีใครทำเราก็ทำคนเดียวทั้ง ๆที่เป็นงานกลุ่ม ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่าเราเป็นคนดีหรือคนโง่กันแน่)
- และแล้วเวลาแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้วกรรมก็เริ่มให้ผลอีกครั้ง  สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดขึ้น ทั้งที่คิดว่าตัวเองเลิกชอบผู้หญิงแล้วแต่มันไม่ใช่ ได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วรู้สึกถึงความผูกพันเหมือนเคยพบกันมานาน  ยิ่งคุย ยิ่งใกล้ชิดก็ทำให้ยิ่งรู้สึกว่าถึงความผูกพันมากขึ้น อยู่ใกล้แล้วเย็นใจ คุยด้วยแล้วมีความสุข  ตอนนั้นยอมรับตัวเองไม่ได้ว่าเราเป็นอย่างนั้น และไม่คิดที่จะบอกเขาเพราะเขามีครอบครัวแล้ว (คิดว่าถ้าบอกไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะถ้าเขารู้สึกเหมือนเรา เราก็คงรู้สึกแย่ที่อาจจะมีส่วนทำลายครอบครัวเขา แต่ถ้าเขาไม่ได้คิดอะไรก็อาจจะเสียความรู้สึกและมองหน้ากันไม่ติดอีกเลย)  ตอนนั้นแทบบ้าเลยก็ว่าได้ทั้งสับสนชีวิต เหมือนหาทางออกไม่เจอ จิตมืดมากคิดอะไรไม่ออกคิดแค่ว่าไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย  เบื่อชีวิต แต่ก็ไม่ยอมปล่อยให้ชีวิตเป็นไปอย่างนั้น ตอนนั้นรื้อหนังสือธรรมะแทบไม่ทัน นึกถึงคำ ๆ นึงขึ้นมาว่าเหตุบังเอิญไม่มีในโลก ถ้าเราไม่เคยทำกรรมอะไรกับใครมาก่อนเราก็คงไม่เจอแบบนี้  ได้ฟังหลวงพ่อท่านหนึ่งเทศน์ทำให้เข้าใจธรรมะมากขึ้น แล้วก็เริ่มสนใจปฏิบัติธรรม ถึงแม้จะเขลาก็คิดว่าจะค่อย ๆ ศึกษาธรรมะสักวันหนึ่งคงเข้าใจและถึงจุดหมาย แม้ตอนนี้จะเหมือนเริ่มเรียนชั้นอนุบาลอยู่เลยอินทรีย์ยังอ่อน(สติ สมาธิ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร) ยังไม่แก่กล้า  คนเรานี้แปลกเหมือนกันเวลามีความสุขก็มักจะคิดว่าสุขจะอยู่กับเราตลอดไป เวลามีความทุกข์ก็คิดที่จะผลักไสให้มันออกไปจากชีวิต ทั้งๆ ที่วันหนึ่งมันก็ผ่านไป เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ ตอนนี้คิดว่าจะตั้งใจศึกษาธรรมะเพื่อการดับทุกข์ คงไม่รอถึงอายุ 40 ปีหรอก เพราะอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงวันนั้นก็ได้ใครจะไปรู้ ยังไงทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้วก็อยากจะปฏิบัติเพื่อตายอย่างผู้ชนะ
-  ต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทุกท่านอีกครั้งนะคะที่เมตตาให้คำแนะนำ และขอขอบคุณคุณดังตฤณเป็นอย่างสูงด้วยนะคะที่ช่วยทำให้คนที่เขลาได้เปลี่ยนความคิดและเข้าใจอะไรมากขึ้น เพราะถ้าไม่มีก้าวแรกคงไม่มีก้าวต่อ ๆ ไป 
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #12 เมื่อ: 1 กรกฎาคม 2010, 13:55 »

สวัสดีค่ะ _/\_พี่ ๆ แสงดาวส่องทางทุกท่าน  วันนี้มีปัญหามาถามอีกแล้วเพราะด้วยปัญญาอันน้อยนิดก็เลยขอคำชี้แนะจากพี่ ๆ ค่ะ
   เรื่องที่อยากรบกวนคือเรื่องการบำรุง บิดา มารดา ด้านทางโลกตอนนี้ก็กำลังทำหน้าที่ของลูกที่ดี ตอบแทนพระคุณของท่านเพราะรู้ว่าท่านต้องลำบากมามากนักกว่าจะเลี้ยงเราให้เติบโตมาได้
   แต่มีปัญหาทางด้านธรรมะ  ด้านจิตใจ  เพราะท่านไม่ค่อยเชื่อเรื่องการเวียน ว่าย ตาย เกิดมากนัก ท่านคิดว่าคนเราตายแล้วก็แล้วกันไป เราจะพอมีหนทางใดบ้างค่ะที่จะทำให้ท่านเริ่มหันมาสนใจบ้าง ที่อยากให้คุณแม่มาสนใจธรรมะเพราะท่านเป็นคนชอบคิดมาก เมื่อคืนก็อ่านหนังสือธรรมะให้คุณแม่ฟัง อ่านได้ประมาณสามบรรทัดท่านก็มักเผลอหลับไปก่อนทุกทีค่ะ บางครั้งก็คิดว่าสักวันท่านคงเข้าใจเองท่านเป็นพ่อ แม่ท่านคงเข้าใจอะไรมากกว่าเรา ถ้าทำอะไรมากจะเป็นการบังคับและท่านจะคิดว่าเราสอนหรือเปล่า  แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเราไม่ควรจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนี้   ก็เลยอยากขอคำชี้แนะจากพี่ ๆ  ค่ะว่าจะเริ่มจากหนังสือธรรมะเริ่มไหนก่อน และมีวิธีใดบ้างที่ทำให้ท่านคิดว่าเราไม่ได้สอนท่านค่ะ
บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
Yaowalak
ผู้ดูแลกระดานสนทนา
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 183

~ทุกสิ่งล้วนชั่วคราว~


« ตอบ #13 เมื่อ: 4 กรกฎาคม 2010, 21:37 »

วิธีดีที่สุดที่จะช่วยยืนยันธรรมะของพระพุทธองค์ว่าดีจริง
ก็คือการทำตัวเราให้ดีขี้น มีความสุขขึ้น เข้มแข็งขี้น เป็นที่พึ่งของตนเองได้จริงๆ
เมื่อพ่อแม่และคนรอบข้างเห็นว่าชีวิตคุณดีวันดีคืนหลังจากเข้าหาธรรมะ
คำพูดของคุณจะค่อยๆ มีน้ำหนักขึ้นเองค่ะ 

ต้องให้เวลาคุณแม่ด้วยนะคะ อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าการอ่านหนังสือธรรมะให้ท่านฟังไม่กี่ตรั้งจะเปลี่ยนความคิดท่านได้
นึกถึงตอนเริ่มศึกษาธรรมะใหม่ๆ ตัวคุณเองก็ยังต้องใช้เวลาเหมือนกัน
พี่เอาใจช่วยนะคะ กุศลที่ช่วยให้บุพการีเข้าใจธรรมะเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่
ผู้ที่มีความคิดแบบนี้นับเป็นบุคคลที่น่าชื่นชมค่ะ 
บันทึกการเข้า

หากทุกคนมีธรรมในใจ ปัญหาใดๆ ก็ยุติลงได้ด้วยธรรม
wannee_011
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 11


« ตอบ #14 เมื่อ: 5 กรกฎาคม 2010, 17:50 »

วิธีดีที่สุดที่จะช่วยยืนยันธรรมะของพระพุทธองค์ว่าดีจริง
ก็คือการทำตัวเราให้ดีขี้น มีความสุขขึ้น เข้มแข็งขี้น เป็นที่พึ่งของตนเองได้จริงๆ
เมื่อพ่อแม่และคนรอบข้างเห็นว่าชีวิตคุณดีวันดีคืนหลังจากเข้าหาธรรมะ
คำพูดของคุณจะค่อยๆ มีน้ำหนักขึ้นเองค่ะ 

ต้องให้เวลาคุณแม่ด้วยนะคะ อย่าเพิ่งไปคาดหวังว่าการอ่านหนังสือธรรมะให้ท่านฟังไม่กี่ตรั้งจะเปลี่ยนความคิดท่านได้
นึกถึงตอนเริ่มศึกษาธรรมะใหม่ๆ ตัวคุณเองก็ยังต้องใช้เวลาเหมือนกัน
พี่เอาใจช่วยนะคะ กุศลที่ช่วยให้บุพการีเข้าใจธรรมะเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่
ผู้ที่มีความคิดแบบนี้นับเป็นบุคคลที่น่าชื่นชมค่ะ 


ขอบคุณเป็นอย่างสูงค่ะ _/\_พี่Yaowalak สำหรับคำชี้แนะและคำชมค่ะ  :shysmile:สำหรับ wannee คิดว่าก่อนที่จะให้หรือแบ่งปันคนอื่น ๆ ก็ต้องดูแลและบูชาพระอรหันต์ที่บ้านก่อนค่ะ แล้วค่อยแบ่งปันให้คนอื่น ๆ

พอดีช่วงนี้ที่บ้านมีปัญหาคุณพ่อกับคุณแม่ท่านไม่เข้าใจกันถึงกับอยากแยกทางกัน  ปกติครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่เล็ก ๆ
แต่ก็อบอุ่นค่ะ   (wannee เองถ้าไม่ปฏิบัติธรรมก็ไม่รู้ว่าจะวางใจอย่างไรดี) 

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหา ตอนนี้สถานการณ์ภายในครอบครัวที่ตึงเครียดก็ดีขึ้นแล้วค่ะ  แต่ในอนาคตปัญหาอื่น ๆ ก็ต้องเข้ามาอยู่ดี ต่อให้เราวางแผนไว้ดีมากแค่ไหน เราก็ทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ก็เลยอยากให้คุณแม่หันมาพึ่งพาธรรมะ อยากให้ท่านมีความสุขได้ด้วยตัวเอง ความสุขสงบที่ไม่ต้องปรุงแต่ง  ความจริงก็เผื่อใจไว้แล้วแหละค่ะว่าต้องผิดหวัง คงต้องใช้เวลา  แต่ต่อให้ใช้เวลายาวนานเป็นปี ๆ หรือตลอดชีวิตก็จะไม่ท้อแท้ค่ะถ้าท่านพร้อมเมื่อไหร่  ก็เมื่อนั้นแหละค่ะ

บันทึกการเข้า

"ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ เราได้อย่างแท้จริง"
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!