แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
24 สิงหาคม 2019, 23:31 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: วาเลนไทน์อีกหนึ่งปีกับความรัก  (อ่าน 4256 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 กรกฎาคม 2009, 01:46 »

และแล้วก็ถึงวาเลนไทน์อีกปี..

ผมไปบันทึกเทปรายการธรรมะคนเมืองเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา
มีพูดตลกๆกับคุณโก้ที่จัดรายการด้วยกันว่า..
พูดถึงกุมภาพันธ์ ถ้าถามว่ามีวันสำคัญอะไร ร้อยละเก้าสิบ จะบอกว่าวาเลนไทน์
แต่ส่วนมากจะลืมไปว่ามีมาฆบูชาด้วยนา

ผมพูดติดตลกไปว่า อีกสักสี่สิบปี ถ้าเด็กวัยรุ่นยุคนี้ได้เป็นนายกฯ
เราอาจจะมีวาเลนไทน์เป็นวันหยุดราชการ และสามีที่ซื้อกุหลาบให้ภรรยาอาจจะหักภาษีได้

วาเลนไทน์ เป็นวันสำคัญของฝรั่งที่มีอิทธิพลกับบ้านเรามากขึ้นทุกปี
ส่วนหนึ่งเพราะความรัก เป็นเหตุและปัจจัยแห่งสุขและทุกข์ของมนุษย์ส่วนใหญ่โดยเฉลี่ย

นักจิตวิทยาเขาบอกว่า มนุษย์มีพื้นฐานต้องการความรัก ความสนใจจากคนรอบข้าง
แต่พระพุทธเจ้า บอกว่า ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์

ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ดึงดูดเอาทุกข์มาใส่ตัว หาเหาใส่หัว โดยไม่เจตนา

ถามว่า ทำไมรักแล้วต้องมีทุกข์
ตอบว่า เพราะรักของปุถุชน มันเจือความอยากได้ อยากมี อยากครอบครอง
เป็นรักเพื่อจะได้รับ มากกว่าเพื่อจะให้ โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

หลายคนที่ประกาศเจตนารมณ์ เป็นคนขอรักข้างเดียว โดยไม่หวังอะไร
ที่สุดแล้วก็ยัง "หวัง" ว่าเขาจะยินดีรับสิ่งที่เราให้ เขาจะเห็นค่าของเรา อยู่ดีแหละ

แต่ในเมื่อเรายังมีเลือดมีเนื้อ มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน
การจะวิ่งหนีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอใครสักคน ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนจ่ายค่าไฟที่เซเว่น

ดังนั้น คำแนะนำคือ ถ้าจะรักใคร ก็อย่าลืมเจริญสติควบคู่ไปด้วย
ถ้าจะสมรัก สมรส จะได้ไม่เพลิดเพลินเจริญโลกไปเสียถ่ายเดียว
หรือถ้าจะเสื่อมรัก เสื่อมรส จะได้ไม่หดหู่ อดสูดูแห้งเหี่ยวจนเกินงาม

บางท่านอาจจะนึกขำในใจ ว่าคุณแอสตันพูดอะไรก็ลงเรื่องเจริญสติทุกที
ก็พระพุทธเจ้าบอกว่าสติ สำคัญในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ นี่นา

ใครที่เข้าใจหลักวิปัสสนาได้ถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าสอน
หัดรู้กายรู้ใจตัวเอง ด้วยสติ เห็นความจริง เห็นธรรมในกาย ในใจ
จะเกิดปัญญา เห็นว่าเรื่องทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว

สุข ก็ชั่วคราว ทุกข์ ก็ชั่วคราว
กายที่สุขก็ สุขชั่วคราว กายที่เป็นทุกข์ ก็ทุกข์ชั่วคราว
ใจที่เป็นสุข ก็สุขชั่วคราว ใจที่เป็นทุกข์ ก็ทุกข์ชั่วคราว

การเห็นความจริงแบบนี้ ซ้ำๆ บ่อยๆ เนืองๆ ต่อเนื่องกันไปชั่วเวลาหนึ่ง
จะพัฒนาจิตให้เกิดปัญญา และปล่อยวางเรื่องต่างๆได้

จะรัก ก็รักได้อย่างมีสติ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาชั่วคราว
พบกัน รักกัน แล้วที่สุดก็ต้องจากกัน จากเป็นๆบ้าง ตายจากกันบ้าง

จะเสียใจ ผิดหวัง เพราะรักขม ก็ขมอย่างมีสติ เข้าใจว่าชีวิตนี้เป็นของชั่วคราว
ทุกข์มีจริง แต่จิตที่เข้าใจทุกข์ ยอมรับ ไม่ปฏิเสธทุกข์ จะไม่แบกทุกข์

เหมือนคนฉลาด ที่เดินไปเจอขี้หมา แล้วรู้ว่าสิ่งนี้เป็นของเหม็น และไม่หยิบมาเป็นภาระ
แต่ไม่ปฏิเสธการมีอยู่นะ ยอมรับว่ามันเป็นของมันอย่างนั้นเอง

ไม่ว่าวาเลนไทน์นี้ คุณจะจัดตัวเองอยู่ในหมวดไหน
ผมก็หวังว่าคุณจะผ่านวาเลนไทน์ไปด้วยสติ

จนกว่าจะพบกันใหม่ในบล็อกหน้า ถ้าผมยังมีชีวิตอยู่นะครับ


สุขสันต์วันที่มีทั้งคนรัก คนเฉยๆ และคนเกลียดตามธรรมดาโลกครับ


โดย aston27
ที่มา http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aston27&date=13-02-2009&group=10&gblog=100
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!