แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
20 กุมภาพันธ์ 2019, 05:56 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: เหตุแห่งปัญหา กับเหตุแห่งทุกข์  (อ่าน 5512 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 3 กรกฎาคม 2009, 01:33 »

ความจริงวันนี้ตั้งใจจะเขียนถึงหนังเรื่อง He's just not that into you
แต่ไปเห็นคุณผู้อ่านท่านนึง ใช้นามว่า Mars ถามคำถามมา ดูทีจะทุกข์มาก
เลยต้องขอเว้นเรื่องหนังไปก่อน

ชีวิตกำลังมีทุกข์ค่ะ รู้เหตุแห่งทุกข์ แต่ยังทำใจตัดทุกข์ไม่ได้ค่ะ

แต่งงานกับสามีจะครบ 7 ปีแล้ว แต่ไม่มีความสุขค่ะ ทั้งกับตัวสามีเอง
และครอบครัวของสามี

สามีเป็นคนขี้หงุดหงิด ใจร้อน ความคิดเห็นไม่เคยตรงกันเลยแทบทุกเรื่องค่ะไม่ว่าจะเรื่องชีวิต เรื่องเงิน เรื่องเลี้ยงลูก ทะเลาะกันแทบทุกวันก่อนจะแต่งงาน แต่ทุกอย่างกำหนดไว้แล้วเลยคิดว่าสามีรักเรา ต่อไปคงปรับตัวหากันได้เอง

แต่ตั้งแต่แต่งงานมา มีทุกข์แทบทุกวันค่ะ ต้องคอยดูอารมณ์ของสามีว่าวันนี้ ตอนนี้ อารมณ์ดีหรือไม่ดี แล้วเราค่อยปรับตัวเราเองเพราะไม่อยากมีปัญหา พอหงุดหงิดใส่กัน เราก็จะเงียบ คิดว่าทนไปอีกหน่อยก็ชิน

ครอบครัวสามี เป็นครอบครัวจีน ธุรกิจในบ้านเป็นแบบกงสี อยู่แล้วทุกข์ค่ะ
ไม่มีวันหยุด จะไปไหนก็ไม่ค่อยได้ไป ต้องอยู่เฝ้าบ้านค้าขายให้ตลอด แถมลูก ๆ ยังโดนแกล้งจากญาติผู้ใหญ่ และพูดกระทบกระเทียบเป็นประจำ

ทุกวันนี้มีทุกข์ อยู่แบบอดทนเพื่อลูก ๆ และแม่ของตัวเองค่ะ คิดว่าถ้าสามีมีผู้หญิงอีกคนเมื่อไหร่ จะได้มีข้ออ้างเพื่อเลิกกันแน่ ๆ

แต่เรื่องกลายเป็นว่าแฟนเก่าของเราได้โทรติดต่อกันอีกครั้ง พอรู้ว่าเรามีทุกข์ก็เลยยิ่งคุย ยิ่งติดต่อกันมากขึ้น ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กันมันก็กลับมาอีก เลยกลายเป็นทุกข์เท่าทวีคูณเลยค่ะ (แฟนเก่ายังไม่แต่งงาน แต่มีแฟนอยู่)

อยากตัดสินใจเลิกกับสามีก็อยาก แต่เหตุผลไม่เพียงพอ จะไปบอกใคร ๆ ว่าเพราะทุกข์ไม่มีความสุข หรือเป็นเพราะทนครอบครัวสามีไม่ไหว มันฟังไม่มีเหตุผล

อยากหยุดติดต่อกับแฟนเก่าก็อยาก แต่มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน แล้วตลอดเวลาหลายปี (17 ปี) คุยแล้วสบายใจบ้าง ทุกข์บ้าง แต่ก็ยังดีที่ทำให้มีแรงใจในการใช้ชีวิตแต่ละวัน

ไม่ทราบจะทำยังไงดีค่ะ? รบกวนคุณ aston ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ


โดย: Mars วันที่: 11 มิถุนายน 2552 เวลา:17:04:13 น.

อาจารย์ผมท่านเคยบอกว่า คู่แต่งงานมักจะทำผิดอยู่คนละข้อ

ฝ่ายหญิงมักจะเชื่อว่า ฝ่ายชายจะเปลี่ยนไป(ในทางที่ดีขึ้น)
แต่ความเป็นจริง ฝ่ายชาย(ส่วนมาก)มักจะไม่ค่อยเปลี่ยน
ก่อนแต่งเคยไม่ดี ห่วยแตกยังไง แต่งแล้วก็ยังเป็นอย่างนั้น เสมอต้นเสมอปลาย

ส่วนฝ่ายชายมักจะหวังว่า ฝ่ายหญิงจะไม่เปลี่ยนไป
แต่ความเป็นจริง ฝ่ายหญิง(ส่วนมาก)มักจะเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
จากโหมดนางฟ้าเจ้าหญิง กลายเป็นแม่มดกินจุ ดุเหมือนเสือ น่าเบื่อเหมือน ฯลฯ

คุณ mars อาจจะคิดว่ารู้เหตุแห่งทุกข์แล้ว แต่เปล่าหรอกครับ
ที่คุณรู้เป็นแค่ "เหตุแห่งปัญหา" ไม่ใช่เหตุแห่งทุกข์หรอก

เหตุแห่งทุกข์จริงๆ ในทางพุทธเรียกว่า สมุทัย คือตัณหา ความทะยานอยาก
แม้แต่อยากให้สามีดีขึ้น อยากให้ปัญหาหมด ก็เป็นเหตุให้คุณทุกข์

แล้วพื้นฐานของตัณหามาจากไหนหือ คุณแอสตั้น?
ก็มาจากอาการ "ไม่รู้ความจริง" หรือเรียกภาษาแขกว่า "อวิชชา"

เพราะไม่รู้ จึงคิดว่า กายนี้ใจนี้ คือตัวตนของเรา เป็นของเรา
เพราะไม่รู้ จึงยังดิ้นรน อยากให้กายนี้ใจนี้เป็นสุข อยากให้พ้นทุกข์

แต่ไม่รู้เลยว่า ไอ้กายใจที่พวกเรารู้สึกตลอดเวลาว่าเป็นตัวเรา
ที่พวกเรารักนักรักหนา นี่แหละคือตัวทุกข์

อันนี้ยังไม่เห็นหรอกนะครับ ผมเองก็ยังไม่เห็น
ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ไว้เห็นได้เมื่อไหร่จะได้เป็นพระอรหันต์

บางอย่าง บางเรื่อง อยู่ในสถานะหนึ่งก็มองไม่เห็น
เหมือนที่คุณ mars ไม่เคยนึกว่า ไอ้สามีของเรา ครอบครัวของเรา
มันจะกลายเป็นปัญหาพาทุกข์มาให้ จนกระทั่งเมื่อแต่งไปแล้วนั่นแหละ

แต่เอาเถอะ ในเมื่อมันตกกระไดพลอยโจนมาขนาดนี้แล้ว
ผมก็อยากให้คุณ mars ทำใจยอมรับปัญหาก่อน

เวลามีปัญหาเดียวกัน คนเราจะทุกข์ไม่เท่ากันนะครับ มันขึ้นกับสติปัญญา
แล้วคนที่มีปัญญา ก็เพราะคุ้นเคยกับการมีสติอยู่กับปัจจุบัน ไม่ปฏิเสธทุกข์

เห็นว่าทุกข์เป็นเรื่องธรรมชาติ เห็นว่าที่ทุกข์ เพราะมีเหตุอันควรทุกข์
จะด้วยกรรมเก่า กรรมปัจจุบัน ก็ไม่รู้แหละ แต่ถ้ายอมรับได้ก็ทุกข์น้อย

แต่คนที่ทุกข์มาก เพราะใจมันไม่ยอมรับปัญหา เลยเป็นทุกข์
ทุกข์แล้วยังไม่รู้อีก ว่าจิตมันกำลังเกลียดทุกข์ ไม่รู้ก็ดิ้นหนีทุกข์
ยิ่งดิ้นก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งดิ้น วนเวียนกันอยู่อย่างนั้น

บางคนมีทุกข์แล้วดิ้น ดิ้นแล้วทุกข์
จนหมดแรงดิ้นเพราะรู้ว่า ทำอะไรไม่ได้นั่นแหละ ใจก็เบาขึ้นทันที

พระพุทธเจ้าท่านเลยให้เราเริ่มปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้น
ด้วยการคอยมีสติ "รู้" ทุกข์ เพื่อจะได้เห็นความจริง

รู้ทุกข์ ในทางพุทธ คือรู้กาย รู้ใจ
เพราะเรามีไอ้สองตัวนี่แหละ ถึงมีทุกข์

รู้แล้วยังไงอีก คุณแอสตั้น .. อ่า.. รู้แล้วก้อจะเห็นความจริงทีละน้อยๆ..

เห็นความจริงว่า กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่ตัวเราหรอกนะ
ถามว่า แค่รู้สึกตัว แล้วจะรู้ได้ไง
ตอบว่า เวลารู้สึกตัวไปบ่อยๆ จิตมันจะเริ่มจำสภาวะได้

ว่าอันนี้ คือโกรธ อันนี้คือหงุดหงิด อันนี้คือโมโห อันนี้คือขัดใจ
อันนี้คือสุขใจ อันนี้คือปลื้มใจ อันนี้คือเบิกบาน อันนี้คือปีติ

เมื่อถึงจุดหนึ่ง เวลามีสภาวะอะไรเกิด จิตจะจำได้แล้วปิ๊งขึ้นเอง
ตอนที่ปิ๊ง! เอง จิตจะตั้งมั่นขึ้นเป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นความจริงว่า

เออ.. เว้ย.. เวลามันโกรธนี่ จิตมันโกรธเองนะ เราไม่ได้สั่ง
เห็นว่าความโกรธ ก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น แล้วจิตไปรู้เข้า

เหมือนแม่น้ำเจ้าพระยามีหมาเน่าตั้งหลายตัว
แต่มีตัวไหนคือแม่น้ำไหม ไม่มีเลยใช่ไหมครับ

หมาเน่าก็ไม่ใช่แม่น้ำฉันใด ความโกรธก็ไม่ใช่จิตฉันนั้น

อีกอย่าง คนเราจะคิดว่า แม่น้ำนี้เป็นของเรา ทั้งๆที่เปล่าเลย
แม่น้ำสายนี้ เขาก็ไหลผ่านสุวรรณภูมินี้มาเป็นพันๆหมื่นๆปีแล้ว

มนุษย์เรานี่เป็นเผ่าขี้ตู่เห็นไหม เหมือนที่ตู่เอาว่า กายนี้ ใจนี้เป็นตัวเรา

แล้วชีวิตก็เป็นเหมือนแม่น้ำจริงๆ คือเราเห็นว่าแม่น้ำยังอยู่คงที่อย่างนั้น
แต่ที่จริง มีหลายอย่างไหลผ่านมา แล้วก็ไหลผ่านไปตลอดเวลา

ดูๆไป จะค่อยๆเห็นว่า ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตล้วนแต่เป็นของชั่วคราว
สุขก็มาแป๊บนึงแล้วก็หมดรอบ ทุกข์มาอีกแป๊บนึง แล้วก็หมดรอบ

เรื่องครอบครัวคุณ ผมไม่มีนโยบายจะชี้นำว่าควรทำอย่างไร
แต่ที่แนะนำไปให้คุณหัดภาวนา จะได้มีสติ และรู้เท่าทันทุกข์
ถ้าดูจิตเป็น ทุกข์จะน้อยลง พอทุกข์น้อยปัญหาก็จะแก้ง่ายขึ้น

เราเปลี่ยนสามี เปลี่ยนญาติสามีลำบาก
แต่เปลี่ยนตัวเองได้ไม่ยาก ถ้ารู้หลัก รู้วิธีวิปัสสนา เช่นการดูจิตที่ผมแนะไป

แต่ที่ขอชี้นำ และบอกได้ว่าไม่ควรทำ
คือการเห็นแก่ความสุขเล็กน้อยจากการไปพัวพันกับแฟนเก่า
อันนี้ถ้าเรื่องมันบานปลาย คุณจะกลายเป็นจำเลยที่หนึ่ง
ทั้งในคดีเกี่ยวกับสามีคุณ และคดีกับผู้หญิงของแฟนเก่าคุณ

ไม่ได้แปลว่าคนเรามีเพื่อนไม่ได้ แต่เพื่อนที่เป็นเพื่อนจริงๆ
กับเพื่อนที่พร้อมจะเกินเลยกันไปในความรู้สึกและการกระทำ มันต่างกัน

มีปัญหาเดิม ก็หนักพอแล้ว อย่าเพิ่มเหามาใส่หัวอีก
จะดีกว่าไหมครับ

ปล. ถ้าอยากเรียนเรื่องวิปัสสนาในชีวิตประจำวันเพิ่ม
เลื่อนขึ้นไปข้างบนดูขวามือในหมวด Link จะมีคำว่า "วิมุตติ" อยู่
คลิดที่นั่น แล้วไปเรียนเอานะครับ แนะนำหมวด "หลวงพ่อปราโมทย์" ครับ

สุขสันต์วันที่แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงทะเลครับ


โดย aston27
ที่มา http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=aston27&date=12-06-2009&group=10&gblog=123
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!