๔๒๔ ผิดศีลข้อ 3 หรือไม่ และเป็นชู้หรือไม่
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: ๔๒๔ ผิดศีลข้อ 3 หรือไม่ และเป็นชู้หรือไม่  (อ่าน 6820 ครั้ง)
kapook_2545
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 6


« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2009, 16:24 »

ณ ตอนนี้สามีไปมีผู้หญิงคนใหม่และได้อยู่กินกันฉันท์ สามี-ภรรยาแล้ว แต่ยังไมได้มีการหย่าขาดจากกันจากภรรยาเดิม เนื่องจากเธอยังรักเขาอยู่ และรอการกลับมาเพื่อที่จะมาช่วยกันดูแลลูก 2 คน อยากจะถามว่า พฤติกรรมแบบนี้ ทั้ง สามี และผู้หญิงคนใหม่นั้น ผิดศีลข้อ 3 หรือไม่

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 23 มิถุนายน 2009, 03:10 โดย star4life » บันทึกการเข้า
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #1 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2009, 18:02 »

ถ้ายังไม่ได้หย่าขาดกัน ก็ต้องถือว่าผิดศีลข้อสามค่ะ

แต่ว่า การที่เรายังไปอยากยึดเค้าไว้
ในขณะที่ทั้งตัวทั้งใจเค้าไม่อยู่กับเราแล้ว
ก็เป็นทุกข์เช่นกันนะคะ

อะไรที่เราไม่ได้ใช้แล้ว
ก็ถือว่าให้เขาเป็นทานเถอะค่ะ
ถ้าคิดได้แบบนี้จริง ๆ
คนที่จะรู้สึกสบายตัว สบายใจได้คนแรกคือ ตัวเราเองค่ะ 



บันทึกการเข้า
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #2 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2009, 18:02 »

ถาม – จะตัดใจจากคนรักเก่าได้อย่างไรคะ? พยายามทุกวิถีทางแล้ว ทั้งอ่านหนังสือ ทั้งสวดมนต์ ทั้งทำใจคิดต่างๆนานา พอใช้อุบายอย่างหนึ่งๆก็เหมือนจะได้ผลบ้าง แต่พอเวลาผ่านไป ใจก็วกกลับมาที่เก่าอีก กลุ้มใจมาก เหมือนจะไม่สามารถตัดได้ขาดอย่างแน่นอนตลอดไป

ที่คุณอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือพยายามนึกคิดไปต่างๆเพื่อให้เกิดการตัดใจนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นแค่ยาแก้ปวดชั่วคราว คุณไม่ได้กำจัดตัวเชื้อโรคที่ฝังอยู่ในตับไตไส้พุงออกไปเลย ฉะนั้นพอยาแก้ปวดหมดฤทธิ์ เชื้อโรคก็มาผลัดเวรแผลงฤทธิ์ต่อ

อาการที่ถูกต้องของการถอนพิษรักนั้น ไม่ใช่ความพยายาม ‘ตัดใจ’ เพราะใจเป็นสิ่งที่ไม่มีคมมีดชนิดไหนๆตัดได้ขาด พฤติกรรมทางจิตที่ถูกต้องคือ ‘สละออก’ ซึ่งเป็นอาการที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคย เนื่องจากเคยชินที่จะ ‘เอาเข้าตัว’ กันทั้งนั้น ซึ่งนั่นแหละครับคือการเพาะชำนิสัยหวงทุกข์ หวงยางเหนียวยึดติดกับปฏิกูลทางอารมณ์โดยแท้

แต่ละคนมีพลังหรือศักยภาพในการสละออกแตกต่างกัน และศักยภาพดังกล่าวนี้ไม่ใช่มีกันด้วยความบังเอิญ กับทั้งไม่ใช่ความสามารถเฉพาะทาง จิตที่มีดี ที่สามารถสลัดขยะหรือปฏิกูลทางอารมณ์ออกได้ง่ายนั้น คือจิตของผู้ที่เคยชินกับการสละออกเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่เฉพาะเรื่องรักใคร่หรือเรื่องเงินๆทองๆอย่างใดอย่างหนึ่ง

นี่เป็นการมองภาพกว้างภาพรวม ถ้าคุณอ่านเกมของจิตออก จะเห็นความสัมพันธ์ทั่วถึงกันหมด ไม่มีใครฝึกเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการตัดรัก แต่ทุกคนสามารถฝึกที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสละอารมณ์ส่วนเกินกันได้ทุกแง่

เมื่อพูดถึงการฝึก คุณจะต้องนึกถึงการทำไปตามลำดับขั้น จากง่ายไปหายาก ในที่นี้คุณจะฝึกสละ ก็ต้องไล่ลำดับจากการให้ในสิ่งที่สามารถให้ได้ง่ายๆก่อน สำคัญคือคุณต้องทำเป็นประจำ จนกระทั่งจิตเกิดความชินในอารมณ์อยากให้ อยากสละออก

ตามหลักการแล้ว การสละทรัพย์เล็กๆน้อยที่เป็นส่วนเกินของตนให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่น จัดเป็นอุบายฝึกจิตคิดสละขั้นพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่นถ้ามีหมาแมวจรจัดมาเข้าบ้าน (ซึ่งพบได้เป็นปกติทั่วทุกหัวระแหง) คุณเหลือเศษอาหารเช้าหรือเศษอาหารเย็นที่จะทิ้งอยู่แล้ว ก็แค่เอาใส่จานให้พวกมัน หรือแม้ถ้าคุณอยู่ในเขตที่มีน้ำมีบ่อซึ่งสัตว์เล็กๆอาศัยอยู่ เพียงสาดน้ำล้างจานอาหารที่มีเศษข้าวเศษเนื้อติดอยู่ลงไป โดยคิดว่าดีแล้ว เศษอาหารนี้จะตกถึงปากถึงท้องพวกสัตว์ในน้ำ นี่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่าเป็นที่มาแห่งบุญเช่นกัน

อย่าดูถูกว่าการให้ของเล็กน้อยเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเมื่อคุณให้จนเป็นอารมณ์ชินที่จะสละแล้ว ก็เป็นการเพาะนิสัยในทางทาน เป็นผู้สามารถให้โดยไม่จำเป็นต้องให้ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน อานิสงส์ของการเป็นบุคคลเช่นนั้นแหละ คือที่มาของกำลังของใจ ที่มาของความสามารถสละขยะส่วนเกินออกจากใจโดยง่าย

หากคุณยังไม่มีกำลัง ยังไม่รู้จักความสุขในการสละออก การทิ้งขยะย่อมยาก แต่เมื่อเริ่มเป็นสุขกับการทิ้งขยะบ้างแล้ว พอเกิดอารมณ์อาลัยบุคคลหรือวัตถุไร้ค่าใดๆ ใจก็ฉลาดพอจะเริ่มเห็นตัวอารมณ์นั้นเป็นส่วนเกิน ตรงนี้ต้องฝึกด้วย คือฝึกเห็นว่าตัวอารมณ์อาลัยนั่นแหละเป็นส่วนเกิน ทำนองเดียวกับเห็นเศษอาหารเหลือทิ้ง หรือเสลดสกปรกในปากที่ไม่จำเป็นต้องอมไว้

ยังไม่ต้องหวังว่าจะทำได้อย่างดีในระยะเริ่มต้น แต่คุณจะพบว่าหากหมั่นฝึกสละของเล็กๆน้อยๆ ฝึกสละความถือโกรธผูกใจเจ็บ ฝึกกระทั่งเจียดเงินส่วนเกินของรายได้เพื่อทำบุญทั้งกับคนอนาถาซึ่งอยู่ต่ำกว่า เรื่อยไปจนถึงพระสงฆ์องค์เจ้าผู้มีศีลสัตย์ผู้อยู่สูงกว่า ในที่สุดจิตจะมีอานุภาพมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเกิดพลังความสว่าง มีศักยภาพสูงในการคิดสละ ซึ่งเมื่อบวกกับการฝึกหัดมองให้เห็นชัดว่าอารมณ์อาลัยเป็นเพียงปฏิกูลของจิต ในที่สุดคุณก็จะสลัดได้ราวกับคนถ่มเสลดลงพื้นโดยปราศจากความหวงแหนแม้แต่น้อยครับ

บันทึกการเข้า
kapook_2545
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 6


« ตอบ #3 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2009, 12:55 »

ตอนนี้สามีจากไปอยู่กินกับผุ้หญิงคนใหม่ สาเหตุมาจากสามีคิดว่าดิฉันมีผู้ขายคนอื่นและต้องการไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเขาคนนั้น เนื่องจากดิฉันจะแอบออกนอกบ้านเพื่อไปพบกับผู้ชายคนนั้นอาทิตย์ละครั้ง ฉันไปพบเขาได้ 4 ครั้งค่ะ แต่ดิฉันไม่ได้มีอะไรกันเกินเลยนะคะ นอกจากจับมือกันเท่านั้นค่ะ เพราะดิฉันรู้ตัวดีว่าแค่นี้ก้อเป็นภรรยาที่เลวมากๆ แล้วค่ะ เป็นแม่ที่เลวมากๆ  จนสามีดิฉันทนไม่ได้ก้อเลยไปมีผุ้หญิงคนใหม่และอยู่กินด้วยกันค่ะ เขาบอกว่า ดิฉันทำเขาเจ็บหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่สมัยเป็นแฟนกัน เขาจดจำทุกเรื่องราวได้หมดว่าดิฉันทำอะไรให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจบ้าง  ทั้ง ๆที่ดิฉันสำนึกผิด และกราบเท้าวิงวอนขอให้เขายกโทษให้ดิฉันแล้ว แต่สามีก้อไม่ยอมค่ะ ได้แต่บอกกับดิฉันว่า เขาอดทนมานานเกินพอแล้ว และเขาหมดรักดิฉันแล้วค่ะแม้แต่ความผูกพันที่มีต่อกันมา 17 ปี ก้อหมดลงค่ะ ความทุกข์ความสุขที่ร่วมกันตลอดไม่มีค่าและความหมายสำหรับเขาแล้วค่ะ เขาต้องการไปเริ่มชีวิตใหม่ค่ะ ดิฉันกับสามีมีลูกด้วยกัน 2 คนค่ะ ลูกอยู่กับดิฉันค่ะ  แต่ยังไมได้หย่าขาดจากกันค่ะ เพราะดิฉันรักสามีดิฉันค่ะ เขาเป็นได้ทั้งสามี/พ่อ/เพื่อน และทุกๆ อย่างของดิฉันค่ะ ดิฉันรอการกลับมาเริ่มต้นใหม่ค่ะ ปัจจุบันดิฉันเลิกติดต่อกับผุ้ชายคนนั้นแล้วค่ะ

ดิฉันมีคำถามดังนี้ค่ะ
1. ดิฉันบาปหรือไม่คะ ที่เป็นสาเหตุทำให้สามีตัวเองต้องมีคนใหม่
2.และดิฉันควรจะแก้ไขด้วยวิธีไหนคะ ถึงจะดีที่สุดทั้งแก่ตัวดิฉันและสามีค่ะ
3. อย่างนี้เรียกว่าเป็นเวรเป็นกรรมต่อกันใช่ไหมคะ เพราะดิฉันเคยทำเขาเจ็บช้ำน้ำใจมาก่อนค่ะ
4. ถ้าเป็นเวรกรรมต่อกันจริงๆ ทำยังไงดิฉันถึงจะชดใช้ให้เขาหมดคะ
บันทึกการเข้า
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #4 เมื่อ: 28 มิถุนายน 2009, 12:10 »

ข้อ 1 นะคะ
ถึงศีลยังไม่ทะลุ มันก็ด่างพร้อยได้นะคะ
คุณไม่มีสัมพันธ์ทางกายก็จริง แต่มีทางใจ
ถ้าถามว่าบาปไหม ตอนนี้ ลองมองที่ใจตัวเองแบบเป็นกลางดูนะคะ
ว่า คุณรู้สึกผิดหรือไม่ที่ทำแบบนั้น
รู้สึกต้องปกปิด เป็นความลับกับคนรู้จักหรือสามีหรือเปล่า
ถ้ามีอาการอย่างที่ว่า ก็ แปลว่าไม่ถูกต้องค่ะ

ข้อ 2
เมื่อเหตุการณ์มันเกินเลยมาขนาดนี้แล้ว
เราจะไปบังคับให้มันกลับมาเป็นเหมือนเมื่อก่อน มันยากนะคะ
มีคนเค้ามาเกี่ยวข้องหลายคนแล้ว ...
และที่สำคัญ เหมือนสามีเค้าก็เลือกไปแล้วด้วยค่ะ

วิธีที่ดีที่สุดตอนนี้ น่าจะเป็นแบบคนตอบของคุณดังตฤณ ที่นำมาให้อ่านค่ะ

ข้อ 3 เกมส์กรรม หรือ กฏแห่งกรรม ไม่ได้ระบุว่า
ถ้าคุณตีหัวใคร คนนั้นจะต้องมาตีหัวคุณคืนค่ะ

ดูอย่างที่ พระเทวทัต ต้องใจ ทำให้พระพุทธองค์ เสียสิ้นพระชนม์
และทำให้พระองค์ ห้อพระโลหิต
แต่พระพุทธองค์ทรงเมตตา และไม่ได้ มาเอาคืนพระเทวทัตแน่ ๆ ค่ะ

และต่อมา ไม่ได้แปลว่าพระเทวทัตจะไม่ได้รับผลกรรม
ท่านก็ต้องรับผลที่ท่านทำ เพียงแต่กรรมจะจัดสรรผู้ที่มาเอาคืนกับท่านเอง

ในเรื่องของคุณ ก็ คล้ายกันค่ะ
ไม่จำเป็นที่ คุณต้องไปทำเค้า หรือ เค้ามาทำคุณไว้
อาจจะใช่หรือไม่ก็ได้

แต่ กรรมที่ทำ ต้องได้รับผลแน่นอนค่ะ

ข้อ 4
อภัยและเมตตาค่ะ
พี่ตุลย์เคยเคยเรื่องการใช้หนี้บาปเวรไว้ ในหนังสือ มีชีวิตที่คิดไม่ถึง
ลองอ่านดูตาม  link นี้นะคะ

http://dungtrin.com/meecheewit/04.htm

 

บันทึกการเข้า
kapook_2545
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 6


« ตอบ #5 เมื่อ: 30 มิถุนายน 2009, 15:49 »

ขอบคุณมากค่ะ คุณ kookkai ค่ะ ได้อ่านเรื่อง "หนี้" แล้วค่ะ คงเป็นหนี้บาปเวรค่ะ อยากปรึกษาอีกข้อนึงค่ะ

ตอนนี้ดิฉันทราบมาว่า คนอื่นๆ มองสามีดิฉันเป็นคนไม่ดีค่ะ ประมาณว่า เหมือนกับสามีดิฉันทำผิดต่อครอบครัวค่ะ แต่ที่จริงแล้วที่เขาเป็นคนไม่ดีก้อเพราะดิฉันน่ะค่ะ ดิฉันควรจะหย่าให้เขาไหมคะ เพื่อจะได้ให้คนอื่นๆ ไม่ประณามเขาค่ะ สิ่งนี้จะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ความรักที่ดิฉันมีให้เขานั้นเป็นรักจริงๆ ค่ะ ไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากให้เขามีความสุข ไม่อยากให้เขาเป็นทุกข์ และไม่อยากให้คนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักเขา มองเขาเป็นคนไม่ดีค่ะ ช่วยแนะนำด้วยค่ะว่า สิ่งที่ดิฉันจะทำนั้นมันสมเหตุสมผลหรือไม่คะ

บันทึกการเข้า
kookkai
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 153


« ตอบ #6 เมื่อ: 2 กรกฎาคม 2009, 23:21 »

เรื่องหย่าขาดจากกัน
เป็นเรื่องสำคัญของคนสองคน ที่ต้องตกลงกัน
ปรึกษาใครก็คงไม่สามารถเข้าใจทุก ๆ รายละเอียดของชีวิตสมรสของเราเอง
พอที่จะตัดสินใจเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ค่ะ 

คุณ kapook_2545 ลองตัดสินใจและชั่งน้ำหนักทุก ๆ ด้านดูนะคะ
ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร และต้องการอะไร ดูรายละเอียดหลาย ๆ ด้าน
มองใจตัวเองดี ๆ ดูความต้องการของตัวเอง ดูความเป็นไปได้ของสามี

และลองปรึกษากันดู ถึงความต้องการทั้งของเค้าและของเราค่ะ
ถ้าตกลงกันได้ด้วยไมตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่สำคัญ ถ้าตอนนี้ใจคุณไม่นึกผูกโกรธ และยังมีความรักความเมตตาต่อกันอยู่
การพูดคุยกัน จะช่วยได้มากทีเดียว

ที่สำคัญอีกอย่าง ก็ให้นึกถึงศีลธรรมและความถูกต้องด้วยนะคะ


เป็นกำลังใจให้ค่ะ 



บันทึกการเข้า
แสงเก้า
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 165



เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 4 กรกฎาคม 2009, 21:43 »

 
บันทึกการเข้า

หลวงพ่อจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ถ้าเอ็งอยากจะไปอยู่กับหลวงพ่อ อยู่กับพระพุทธเจ้า ก็ทำลาย"ความรู้สึก" ให้หมดเสีย ใช้ "สติ" นั่นแหละ กอปรกับความเพียรไม่ท้อถอย สักวันหนึ่งเอ็งจะค้นพบความจริง ก็ไปอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย เท่านั้นเองหรอก - หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร วัดถ้ำยายปริก
kapook_2545
ดาวดวงใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 6


« ตอบ #8 เมื่อ: 18 กรกฎาคม 2009, 10:56 »

ขอบคุณทีมงานมากค่ะ ที่เป็นกำลังให้ค่ะ

ตอนนี้สังเกตุใจของสามีเขาเริ่มอ่อนลงค่ะ ไม่ได้มีการพูดเรื่องหย่าค่ะ  ถึงแม้ว่าดิฉันกับเขาจะแยกกันอยู่ แต่ดิฉันสังเกตุได้จากน้ำเสียงทุกครั้งที่เวลาพูดคุยกันกับดิฉันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูก หรือเรื่องส่วนตัวของกันและกันบ้าง ตอนนี้ดิฉันคิดแต่เพียงว่า  ดิฉันจะคอยเป็นกำลังใจและเคียงข้างเขาตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะสุขหรือทุกข์ก้อตาม  ถึงแม้ว่าโอกาสที่จะกลับมาอยู่ด้วยกันอาจเป็นไปได้ หรือ เป็นไปไม่ได้นั้น ดิฉันก้อไม่ได้คาดหวังค่ะ คิดและทำแบบนี้แล้วดิฉันสบายใจและไม่เป็นทุกข์ค่ะ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: