แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
18 กุมภาพันธ์ 2019, 13:03 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน คำถาม: อุบายแก้ความตระหนี่  (อ่าน 5471 ครั้ง)
star4life
ผู้ดูแลระบบ
ดาวจรัสแสง
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

คำตอบ: 642



« เมื่อ: 28 พฤษภาคม 2009, 12:06 »

ถาม – ผมสามารถบริจาคเงินให้ผู้ที่เดือดร้อนครั้งละเป็นร้อยเป็นพันบาทได้ โดยไม่เสียดายเลย แต่จะเสียดายมากถ้าต้องจ่ายเงินแค่สิบบาทซื้อขนมมาเลี้ยงเพื่อนร่วมงาน ซึ่งชอบกินขนมจุบจิบ เพราะรู้สึกว่าเป็นการผลาญเงินโดยเปล่าประโยชน์ ช่วยแนะอุบายแก้ไขความตระหนี่ในเรื่องนี้ให้ผมด้วยครับ


กำลังใจในการให้ทานแต่ละครั้ง อย่างไรก็ไม่มีทางเท่ากันหรอกครับ เพราะทุกการให้ทานจะยืนพื้นอยู่บนความคิด และความคิดก็เป็นสิ่งบังคับไม่ได้ ต้องถูกปรุงแต่งขึ้นมาด้วยปัจจัยหลายอย่าง

โดยมากถ้าคุณยังไม่มีน้ำจิตตามอุดมคติพุทธ คือเผื่อแผ่ได้แบบปราศจากเงื่อนไข ยังไม่อาจคิดให้เพื่อเอาความสุขทางใจอย่างเดียวจริงๆ ก็ย่อมอดเสียดายของไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเพื่อนๆเห็นแก่กิน เอาแต่ได้ ชอบของฟรีแต่ไม่ชอบให้อะไรใครฟรีๆ ความเห็นแก่ตัวของพวกเขาย่อมเป็นคลื่นรบกวนใจคุณ ชวนให้นึกอยากหวงของตามพวกเขาได้

หรือแม้เพื่อนๆของคุณไม่ใช่พวกเห็นแก่ได้ แต่ความคิดของคุณก็อาจติดข้องโดยไม่รู้ตัว เช่นนึกทบทวนว่าคนนั้นคนนี้เคยให้อะไรคุณมาบ้าง ตลอดจนรู้สึกอยู่ในส่วนลึกว่า คุณและเพื่อนที่ออฟฟิศต่างก็มีหน้าที่ทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเหมือนๆกัน มีอิสระในการจับจ่ายใช้สอยเหมือนๆกัน ถ้าเราต้องเป็นฝ่ายให้ก็เหมือนโดนคนฐานะเดียวกันเอาเปรียบ เมื่อใจเล็งเรื่องได้เปรียบเสียเปรียบก็ต้องหวั่นไหวเหมือนกวนน้ำให้ขุ่น ไม่อาจตั้งมั่นเป็นทานที่ใสสะอาดเต็มร้อย

แตกต่างจากตอนที่คุณพบผู้ตกทุกข์ได้ยากหรือเดือดร้อนจวนตัว สิ่งที่ออกมาจากเขาย่อมไม่ใช่กระแสความเห็นแก่ตัว แต่เป็นคลื่นความทรมานกายทรมานใจ ที่อาจปลุกสำนึกแบบมนุษย์ในคุณได้อย่างแรง ความคิดช่วยเหลือจึงเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ความอิ่มบุญจะไม่ทำให้คุณรู้สึกเสียดายแม้แต่นิดเดียว

หากถามถึงอุบายแก้ความตระหนี่ ก็ขอให้ถือเอาความอิ่มใจจากการบริจาคแบบไม่เสียดายเป็น ‘ทุนตั้งต้น’ แล้วกันนะครับ เมื่อใดบริจาคอย่างไม่เสียดาย มีความแช่มชื่นโสมนัส ให้คิดทุกครั้งว่าขอความแช่มชื่นโสมนัสนี้ จงเป็นน้ำล้างยางเหนียว อันได้แก่ความตระหนี่ที่กุมจิตคุณไว้เหนอะหนะ

ครั้งต่อไปไม่ว่าจะให้ทานแก่คนเดือดร้อน หรือคนที่ยังเห็นแก่ตัว ก็ขอให้สังเกตจิตตนเองเป็นหลัก ให้เมื่อใด แช่มชื่นเมื่อนั้น เอาความพอใจกันตรงนั้น หากรู้สึกว่าทำใจไม่ได้ ก็อนุญาตให้ระลึกถึงอาการของจิตที่ให้แล้วแช่มชื่น คุณน่าจะจำได้ชัดว่าการสละให้อย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นอย่างไร แล้วก็สามารถทำได้อีก แม้กับคนเห็นแก่ตัวอันไม่น่าเป็นที่ตั้งของความแช่มชื่น

กล่าวโดยสรุปคือใจคุณเล็งไปที่อะไรเป็นใหญ่ ความรู้สึกนึกคิดก็แปรไปตามนั้น หากใช้ใจเล็งใจ เล็งที่อาการ ‘คิดให้’ หรือเล็งที่ความเบาสบายเบิกบาน ตั้งความพอใจในกุศลจิต พิจารณาว่าจิตอันเป็นทานคือของดีที่ได้กับคุณเอง ตลอดจนหมั่นระลึกว่าการฝึกให้ทานจนติดเป็นนิสัยจะพาสบายทั้งวันนี้วันหน้า เช่นนี้ในที่สุดคุณจะไม่คิดเล็กคิดน้อย ใจเลิกเล็งความได้เปรียบเสียเปรียบอย่างสิ้นเชิง

คนเราทำกรรมทั้งที่เป็นบุญและเป็นบาปอยู่บนความไม่รู้ พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่าถ้ารู้เหมือนพระองค์ว่าผลแห่งทานที่ทำเป็นนิสัยแล้ว มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เพียงใด ทุกคนคงให้คนหรือสัตว์อื่นบริโภคก่อนตนเองทุกครั้งเป็นแน่แท้ครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/mag/?24.prepare
บันทึกการเข้า

คำสอนของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต   

สิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรทำความผูกพัน เพราะเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้วอย่างแท้จริง
แม้กระทำความผูกพันและหมายมั่นให้สิ่งนั้นกลับมาเป็นปัจจุบัน ก็เป็นไปไม่ได้
ผู้ทำความสำคัญมั่นหมายนั้นเป็นทุกข์แต่ผู้เดียว โดยความไม่สมหวังตลอดไป
อนาคตที่ยังมาไม่ถึงนั้น เป็นสิ่งไม่ควรไปยึดเหนี่ยวเกี่ยวข้องเช่นกัน

อดีตปล่อยไว้ตามอดีต อนาคตปล่อยไว้ตามกาลของมัน
ปัจจุบันเท่านั้นจะสำเร็จประโยชน์ได้ เพราะอยู่ในฐานะที่ควรทำได้ ไม่สุดวิสัย

=====================================
แจ้งปัญหาการใช้งานต่างๆ ที่ star4life.com@gmail.com
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!