แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
11 เมษายน 2021, 10:26 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
 21 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:46 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กสาวจบปริญญาหมาดๆคนหนึ่ง ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนย่านใจกลางกรุงเทพฯ งานนี้ถือเป็นงานแรกสำหรับเธอ เธอตั้งใจไว้ว่า เงินเดือนเดือนแรกของเธอจะให้ผู้ซึ่งเป็นบุพพการีทั้งจำนวนเพื่อถือเป็นการตอบแทนที่ท่านได้เลี้ยงดูจนมาถึงทุกวันนี้ ความฝันของเด็กสาวคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหนุ่มสาวในวัยเดียวกันมากนัก แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจ ในช่วงแรกๆเธอคิดจะหาประสบการณ์จากการทำงานไปซักพัก ค่อยเริ่มคิดว่า ในอนาคตข้างหน้าอาจจะออกไปเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องทำงานให้ใคร แต่ไปๆมาๆก็ลังเลว่าพนักงานเงินเดือนก็ไม่ได้มีความเสี่ยงมากเท่ากับการประกอบกิจการของตัวเอง ถึงจะไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่น่าจะเครียดกว่าออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแน่ๆ คิดไปคิดมา เธอก็ดึงสติกลับมาได้ว่า มันเป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อตอนนี้ยังมีเวลา ก็ใช้เวลาในวันนี้ให้ดีที่สุดไปก่อน แล้วค่อยไปว่ากันทีหลังเมื่อถึงเวลา

ผ่านไป ๓ ปี จากเด็กสาวก็กลายเป็นหญิงสาว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ เธอยังคงทำงานที่เดิม และยังตั้งใจจะใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนวันนั้นที่เคยตั้งใจไว้ สิ่งที่ยังเหมือนเดิมในวันแรกที่เธอเข้าทำงานก็คือ เธอยังไม่มีเงินเก็บ แต่ตอนนี้เธอยังไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนอะไรครับ สาเหตุที่เธอไม่ได้เดือนร้อนอะไรก็เพราะ เธอคิดว่าในช่วงแรกของการทำงาน ใครๆก็บอกว่าเงินเดือนยังน้อย ไม่จำเป็นต้องรีบเก็บ ไม่จำเป็นต้องรีบออม พอโตขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น เดี๋ยวเราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเอง พอรายได้เพิ่มขึ้น วันนั้นเราต้องเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นแน่ๆ

จากโพลสำรวจของตัวผมเอง ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แล้วเงินเก็บจะเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนนะ เช่นเดียวกัน ไม่มีใครการันตีได้ว่า การที่เราทำความดี แล้วเราจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะทั้งการมีเงินเก็บ และการบรรลุธรรมขั้นสูง ต่างก็ไม่ได้เกิดจากเหตุและปัจจัยเพียงแค่อย่างเดียว แต่เกิดจากเหตุและปัจจัยหลายอย่างรวมกัน



ทำไมเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงินเก็บในบัญชีธนาคารยังไม่เพิ่มขึ้น? หนึ่งตัวอันตรายที่คอยดึงเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ของเราโดยไม่รู้ตัวก็คือ บัตรเครดิต (Credit Card) นั้นเอง ผมไม่ได้บอกว่าบัตรเครดิตมีแต่ข้อเสียนะครับ ข้อดีของบัตรเครดิตก็มีเยอะแยะ


๑. ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาสูงๆ โดยไม่ต้องพกเงินสดให้ตุงกระเป๋า
๒. ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน กรณีที่เราเกิดปัญหาและต้องการเงินสดทันที
๓. มีระยะเวลาให้ชำระเงินที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม ไม่คิดดอกเบี้ยสูงสุดนานถึง ๔๕ วัน ต่างจากการซื้อสินค้าและบริการโดยใช้เงินสด เพราะจะต้องชำระค่าสินค้าทันที
๔. ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในกรณีเดินทางไปต่างประเทศ (เพราะต่างประเทศส่วนใหญ่ เขาไม่รับชำระสินค้าด้วยสกุลเงินบาท) แต่บัตรเครดิต เมื่อชำระค่าบริการจะถูกแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลประเทศที่เราไป ให้เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับให้ชำระได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น
๕. สะสมคะแนนเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไว้แลกส่วนลด หรือของสมนาคุณ โดยที่เราเองจะต้องการหรือไม่ต้องการของสิ่งนั้นก็ตามแต่


นับข้อดีไปๆมาๆก็ได้ถึง ๕ ข้อ งั้นตกลงใจสมัครบัตรเครดิตวันนี้เลยก็ถือว่าโอเคใช่มั้ย?


หญิงสาวกลับไปสำรวจตัวเองว่า ผ่านไป ๓ ปี ทำไมเหมือนเดินย้ำอยู่กับที่ ถ้าไม่มีเงินเก็บ แล้วจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวได้อย่างไร หรือถ้าจะทำงานกินเงินเดือนต่อไปโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ก็เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายอยู่ดี คิดได้ดังนั้นก็เปิดกระเป๋าสตางค์และสำรวจทันที สิ่งที่พบในวันนี้คือสิ่งเดิม แต่การรับรู้ของเธอกลับเปลี่ยนไป เธอพบว่า ตัวเองพกบัตรเครดิตถึง ๔ ใบ จากหลายๆสถาบันการเงิน ...หรือเป็นเพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้เธอไม่เคยเก็บเงินอยู่เลย

ถ้าลองดูข้อดีของการพกบัตรเครดิตที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมด ๕ ข้อข้างต้น จะพบว่า การพกบัตรเครดิตถึง ๔ ใบ ไม่ได้ช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากมันเพิ่มขึ้นมากนัก จะยกเว้นก็แต่ข้อ ๕. ที่แต่ละใบให้ส่วนลดและของสมนาคุณที่แตกต่างกันไปบ้าง แล้วทำไมต้องพกถึง ๔ ใบ ทั้งๆที่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว ใครๆก็รู้ว่า มันคือการเพิ่มภาระชัดๆ เหตุผลง่ายๆก็ยกตัวอย่างเช่น สมัครง่าย ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี, ได้ของแถมตอนสมัครครั้งแรก, เผื่อๆไว้เพราะบัตรนั้นลดอันนี้ไม่ได้ ส่วนบัตรนี้ไปเอาส่วนลดอันนั้นได้ ฯลฯ มันคงไม่เป็นอะไรมากหรอกครับถ้าเราแค่พกไว้เฉยๆแล้วไม่ได้ใช้อะไร แต่ที่เก็บเงินไม่อยู่ ก็เพราะเรายอมเป็นหนี้บัตรเครดิตต่างหาก สิ่งนี้สำคัญนะ


บัตรเครดิต ทำให้เราสามารถซื้อสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเกินกว่ารายได้ของเรา ยกตัวอย่างเช่น ซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ซื้อมือถือ iPhone รุ่นใหม่ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ครบชุดมาไว้ในห้องรับแขก สิ่งเหล่านี้ บัตรเครดิตให้คุณได้ด้วยการดูดรายได้ในอนาคตของคุณมาใช้ก่อน ผู้ขายสินค้าก็แสนจะฉลาด อนุญาตให้เราแบ่งจ่ายรายเดือน คิดดอกเบี้ยน้อยๆ หรือบางทีก็ไม่คิดดอกเบี้ยเลยก็มี ยอดชำระก้อนใหญ่ๆ พอแบ่งเป็น ๖ งวดบ้าง ๑๒ งวดบ้าง ก็ดูน้อยลงทันที ใครบ้างล่ะจะไม่อยากซื้อ จ่ายเงินไปยังไม่เต็มจำนวน แต่ได้สินค้ามาใช้ก่อน โอ้ว... ฉันฉลาดจริงๆ


หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นห้องนอน หาใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตมากางดู แทบจะเป็นลม เพราะตอนนี้ยอดค้างชำระเดือนหน้า สูงกว่าเงินเดือนที่เธอได้รับเสียแล้ว สาเหตุเป็นเพราะ เธอใช้จ่ายเกินตัวในบางเดือน และพอถึงรอบการชำระหนี้บัตรเครดิตที่ผ่านมา เธอชำระไม่เต็มจำนวน เมื่อชำระไม่เต็มจำนวน เงินส่วนที่ค้างชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยและรวมไปจ่ายในรอบบัญชีถัดไป ด้วยดอกเบี้ยทบต้นที่สูงกว่า ๑๕%!! ทำผิดพลาดแค่ครั้งสองครั้ง กลับกลายเป็นมีหนี้ก้อนโต สินค้าที่หรูหราราคาแพง ที่เหมือนจะมาสร้างความสุขให้กับเราแน่ๆ หากเราได้มาเป็นเจ้าของ มาตอนนี้กลับกลายเป็นนำทุกข์มาให้แทน มาถึงตรงนี้ อนาคตที่หญิงสาวคิดไว้ว่าจะหาทางเก็บเงิน สร้างฐานะ เพื่อสะสมไว้เปิดร้านกาแฟของตัวเอง กลับกลายเป็นต้องมาทำงานชดใช้หนี้บัตรเครดิตที่ตัวเองสร้างขึ้นมาแทน ข้อเสียของบัตรเครดิตจากเหตุการณ์นี้ก็คือ


๑. บัตรเครดิตไม่เคยเตือนเราว่า ตอนนี้เราได้ใช้จ่ายไปเกินกำลังของเราแล้วหรือไม่ มีแต่เราที่ต้องเตือนตัวเอง

๒. การใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้า บ่อยครั้งเราตัดสินใจง่ายกว่าการใช้เงินสดซื้อ ทำให้เรามีโอกาสที่จะซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น

๓. หากชำระค่าใช้จ่ายไม่เต็มจำนวน ดอกเบี้ยที่ถูกคำนวณจากยอดค้างชำระจะสูงมาก ทำให้แบกภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เหมือนกับเราซื้อสินค้าในราคาที่แพงกว่าปกติจากดอกเบี้ยที่ต้องชำระไป


ถ้ามองในเชิงปริมาณ ข้อดี ๕ ข้อ หักลบข้อเสีย ซึ่งมีแค่ ๓ ข้อ ก็เท่ากับยังเหลือข้อดีอีกตั้ง ๒ ข้อ เพราะฉะนั้น บัตรเครดิตมีข้อดีกว่าข้อเสีย คิดอย่างนี้ได้ไหม? ไม่ได้นะครับ อย่าเข้าข้างตัวเองเด็ดขาด ข้อดี ๕ ข้อ บางคนก็ไม่ได้ทั้งหมด ๕ ข้อนั้นนะ ต่างประเทศก็แทบไม่เคยได้ไป คะแนนสะสมก็ไม่เคยรู้ว่าตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ แถมข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตนั้น กระทบกับการวางแผนการเงินในอนาคตอย่างมากนะ ตกลงหญิงสาวต้องทำอย่างไรกับชีวิตต่อไปดี?


ประการแรกเลยคือ ลดจำนวนบัตรเครดิตในกระเป๋าลง เพราะการมีบัตรเครดิตหลายใบ บางครั้งเวลาใบแจ้งหนี้ส่งมาถึงบ้าน ตัวเราเองจะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เห็นพร้อมๆกันทั้ง ๔ ใบ จนอาจคิดเข้าข้างตัวเองได้ว่า ตัวเองยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยเหมือนเดิม แต่เรื่องจริงคือ ยอดหนี้เกินเงินเดือนไปแล้ว

ประการที่สอง คือ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายใหม่ทันทีครับ การใช้บัตรเครดิตให้มีประสิทธิภาพและไม่กระทบกับแผนการเงินของเราก็คือ ชำระเงินค่าบัตรเครดิตครบทั้งจำนวนให้ตรงวันครบกำหนดชำระ เพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยอันใหญ่โตมโหฬารที่จะตามมา

ประการสุดท้าย มีสติ จริงๆถือว่าสำคัญที่สุดใน ๓ ประการ หากเราระลึกรู้ถึงผลของการใช้จ่ายตามใจสุรุ่ยสุร่าย และมองเห็นข้อเสียที่จะตามมาหลังจากยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานเขาเอาไปรูดแล้ว อย่างน้อยเราก็ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจว่า อยากซื้อ หรือไม่อยากซื้อ แต่เราจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจว่า ควรซื้อ หรือไม่ควรซื้อ ถ้าหมั่นเจริญสติบ่อยๆ ก่อนจะได้นิพพาน ผลข้างทางที่เกิดจากการเจริญสติ ยังทำให้เราใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผลด้วย ใครที่เห็นว่าวางแผนการเงินเป็นเรื่องยาก เก็บเงินยาก จริงๆมีแค่ตัวเดียว ก็เปลี่ยนชีวิตเราทั้งชีวิตเลยครับ “สติ” นั้นเอง ดังคำกล่าวที่ว่า สตินั้น จำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ


โดย Mr.Messenger
ที่มา https://bit.ly/2RWv47N

 22 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:42 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
คนคนหนึ่ง
มักมีภาพความจำภาพหนึ่ง
เป็นเครื่องหมายของความเหงาในชีวิต

สำหรับหลายคน
อาจเป็นภาพตัวเองเดินคนเดียวบนชายหาด
คิดถึงใครอีกคนเกินทน
แต่สำหรับบางคน
อาจเป็นภาพตัวเองหัวเราะแอบเศร้า
อยู่ท่ามกลาง ‘เพื่อน’ มากมายในโซเชียลมีเดีย

คนส่วนใหญ่ทนความเหงาไม่ได้
เหมือนมันเป็นฟองเชื้อโรคขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง
ที่ค่อยๆเพาะตัวโตขึ้นห่อหุ้มชีวิต
ทั้งคุกคาม ทั้งกัดกิน กระทั่งบีบหัวใจให้เล็กลง
ขนาดยอมเลือกใครก็ได้ที่ผ่านมา
ใครก็ได้...
ขอแค่ช่วยอัดฉีดหัวใจให้พองโตขึ้นไปวันๆเถอะ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ความเหงามักทำให้หลงผิด เลือกพลาด
ความเหงาทำให้คนเราสายตาสั้น
นึกว่าการคุยกระจุ๋งกระจิ๋ง
เป็นเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตคู่
จึงกระโจนไปใช้ชีวิตคู่
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือกัน
พบเจอแต่ชีวิตคู่ที่ห่วยแตกกันเกือบหมด

ความลับที่ไม่ค่อยมีใครทราบก็คือ
เพียงหันกลับไปทำความเข้าใจดีๆ
กับภาพความเหงาที่ฝังใจ ฝังจำของตัวเอง
คนคนหนึ่งก็ถอดความเหงาออกจากใจ
ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว
ไม่เห็นต้องด่วนเลือกผิดๆ
ไม่ใช่ตัดสินแค่คุยหายเหงาได้ก็เอาแล้ว
เข้ากันได้ไม่ได้ไม่สน
เจอคนเหลวไหลหลายใจแค่ไหนไม่แคร์
ยังไงคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ก่อน

วิธีเผชิญหน้าความเหงาให้หายเหงา
เริ่มจากทบทวนง่ายๆว่า
ที่สุดของความเหงา
คุณอยู่กับเงาภาพตัวเองแบบไหน
นั่งก้มหน้านิ่ง ซึมกะทือคนเดียวในห้องสลัว
พิมพ์ข้อความเอื่อยเฉื่อย ใจลอยหาคนที่ไม่มีตัวตน
เดินทอดน่องมโนว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ที่ไม่มีทางเป็น
นั่งทำหน้าซื่อๆเซ่อๆ โทษฟ้าโทษดินแบบไม่ระบุชื่อ
ฯลฯ

จากนั้น มีสติอยู่กับภาพนั้นให้ชัด
แล้วบอกตัวเองว่านั่นเป็น
‘ณ ขณะแห่งความหลงผิด’ ในชีวิต
ยึดเอาภาพผิดๆมาปิดหูปิดตา
ซุกจิตซุกวิญญาณไว้ในช่องมืดอุดอู้

เมื่อเกิดสติเห็นจิตที่เงียบเหงาเศร้าสร้อย
คุณจะรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นรู้ความจริงว่า
ดวงจิตดวงนั้น คือปากประตูเข้าทางลำบาก
คดเคี้ยวเลี้ยวลด และนำไปสู่ป่ารกชัฏ

เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองตื่นขึ้นเป็นคนตาสว่าง
คุณจะเห็นตัวเองนั่งหายใจอยู่แบบไม่ต้องเหงาก็ได้
หรือเห็นตัวเองมีความคิด มีภาพแบบอื่น
ผ่านเข้ามาในหัว ชนิดไม่ต้องพึ่งพาหาใครก็ได้

และพอเกิดภาพ ‘หายเหงาฉับพลัน’ บ่อยๆ
คุณจะรู้สึกไปอีกอย่าง คือ มีอะไรให้คิดอีกมาก
มีปัจจุบันที่เป็นประโยชน์แบบอื่น
มีอนาคตให้วางแผนเป็นรูปเป็นร่าง
มีอดีตให้ขุดคุ้ยมาแบเป็นบทเรียน
ค่อยๆคิด ค่อยๆพูด ค่อยๆเขียนถึงสิ่งเหล่านั้น
จนกว่าร่างกายจะเลิกนิ่งบื้อในท่าเหงา
เกิดแรงขับดันให้รู้สึกว่า
ต้องลุกขึ้นทำอะไรที่แตกต่างเสียที
นั่นแหละ! ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ถอนจิตถอนใจออกจากหล่มความเหงาเสียได้
ไม่ต้องด่วนหาคู่ผิดให้นั่งคิดมากจนตัวตายก็ได้!

โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y94r23e6

 23 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:37 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ผู้หลีกเลี่ยงการเจริญมรณสติ
คือผู้ที่มักขาดสติก่อนตาย
การไม่เจริญมรณสติจึงเป็นทุกข์
ส่วนผู้หมั่นเจริญมรณสติให้มาก
คือผู้มีสติดีกับการจากไป
การเจริญมรณสติจึงเป็นสุข

ผู้ที่เห็นความตายเป็นอัปมงคล ไม่ควรนึกถึง
คือผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท หลงนึกว่าจะอยู่ไปเรื่อยๆ
ส่วนผู้ที่เห็นความตายเป็นความจริง เป็นธรรมดา
จะนึกถึงวันตายเรื่อยๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
ตระเตรียมเสบียงกรังไว้ให้ครอบครัว
กับทั้งตระเตรียมเสบียงบุญไว้ให้ตนเอง

ผู้จะฝึกเจริญมรณสติเพียงในระดับความคิด
อาจเริ่มง่ายๆด้วยการถามตนเองว่า
ถ้าต้องตายในนาทีนี้ เราจะนึกถึงอะไร?
การเตรียมใจไว้ล่วงหน้าสำคัญมาก
เพราะเมื่อถึงเวลาจริง จิตจะได้มีทิศทาง
มีที่เกาะ หรือมีที่พึ่งอันสุกสว่างจากกลางใจ
ไม่ใช่ต้องมามัวลังเลอยู่
บนทางสองแพร่ง หรือร้อยแพร่ง
คำแนะนำที่ดี คือ ให้ระลึกถึงบุญที่เคยทำแล้วชื่นใจที่สุด
นึกถึงทีไรแล้วเบาอก หัวโล่ง ล้นสุขเหนือสิ่งอื่นใด

ผู้จะฝึกเจริญมรณสติให้ถึงระดับจิต
อาจอาศัยสถานการณ์น่าหวาดเสียวบางอย่าง
เช่น ขณะนั่งอยู่ในรถที่แล่นเร็ว
ลองนึกว่าถ้าจะเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำคอหักตายเดี๋ยวนี้
ใจเราจะประหวั่นสั่นไหวหรือสงบนิ่งเป็นปกติได้?
หรือขณะล่องเรืออยู่ในห้วงน้ำใหญ่ คลื่นลมแรง
ลองนึกว่าถ้าเรือล่ม เป็นเหตุให้ขาดใจตายในน้ำ
ใจเราจะดิ้นรนหรือสงบระงับ?
หรือขณะอยู่บนเครื่องบินที่ตกหลุมอากาศ ฟ้าคะนอง
ลองนึกว่าถ้าเครื่องตก ต้องร่างกายแหลกเหลว
ใจเราจะประหวั่นพรั่นพรึงหรือสงบได้ไม่หวั่นไหว?
คำแนะนำที่ดี คือ ให้สังเกตว่า
คุณสะกดจิตตัวเองให้สงบสุขไม่ได้
ถ้าสะสมบาปไว้มาก พอจวนตัว ใจจะดิ้นรน หวาดกลัว
แต่หากสะสมบุญไว้พอ เมื่อถึงคราว ใจจะนิ่งเย็น อบอุ่น

ผู้ต้องการฝึกเจริญมรณสติให้ถึงระดับปัญญา
ต้องเจริญสติมาตามลำดับ
รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก กระทั่งเกิดสมาธิ
เห็นลมหายใจด้วยจิตเหมือนตาเห็นรูป
แล้วเห็นกายอันเป็นที่เข้าออกของลมหายใจนี้
ทั้งขณะกายนิ่ง ทั้งขณะกายเคลื่อนไหว
กระทั่งรู้ว่า ภายใต้เนื้อหนังห่อหุ้ม คือตับไตไส้พุง
เห็นซึ้งว่าตับไตไส้พุง คือธาตุดิน
น้ำลาย น้ำเลือด น้ำเหลือง คือธาตุน้ำ
ลมหายใจเข้าออก คือธาตุลม
ไออุ่นที่แผ่ไป คือธาตุไฟ
โพรงว่างและช่องกลวงต่างๆ คือธาตุอากาศ
และเห็นว่าผู้รู้ผู้ครองร่าง คือธาตุวิญญาณ
เมื่อเห็นชัดเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ
ด้วยการทำไว้ในใจว่า ธาตุทั้งหลายไม่เที่ยง
คุมรูปอยู่ได้ด้วยวิบากกรรมและอาหารเป็นคำๆ
ในที่สุดต้องเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา
ด้วยปัญญาเห็นธรรมชาติความจริงเช่นนั้น
ในที่สุดจะเกิดการแสดงทางธรรมชาติของกาย
มีผมหงอก มีฟันหลุด
มีกระดูกเป็นท่อนๆแยกจากกันแบบต่างคนต่างไป
แล้วมีความเน่าเปื่อยผุพัง กลายเป็นผงหายวับ
แล้วกลับคืนรูปใหม่ วนไปเวียนมา
จนกว่าจิตจะแจ่มแจ้งเป็นอิสระจาก
ความเป็นกายและความเป็นศพ
รู้ว่ากายและศพไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวใคร ไม่ใช่ตัวเรา
แจ่มแจ้งว่าเมื่อพ้นอุปาทานถึงขีดสุด
จะเป็นผู้รอดจากการตาย
เพราะรอดจากการเกิดใหม่
ที่ใดไม่มีความเกิด ที่นั้นย่อมไม่มีความตาย!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y9w94edg


 24 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:34 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
แค่รูปสมบัติอย่างเดียว
ก็อาจขโมยหัวใจใครต่อใคร
ชวนฝันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

แค่ทรัพย์สมบัติอย่างเดียว
ก็มีอำนาจทำให้ใจอ่อนได้
ขอให้มาในเวลาที่ต้องการเถอะ

แค่ความเหงาอย่างเดียว
ก็ทำให้คนที่เฉียดเข้ามาใกล้
กลายเป็นคนที่ ‘น่าจะใช่’ โดยพลัน

แค่ความรู้สึกถูกชะตาอย่างเดียว
ก็ทำให้เผลอไม่สนอะไรอื่น
ขอแค่ตื่นขึ้นมาแล้วเจอกันก็พอ

ชายหญิงมีแรงดึงดูดกันและกัน
ในทางใดทางหนึ่งเสมอ
แต่ข้อเท็จจริงคือ
มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต
ที่อยู่คู่กันตลอดรอดฝั่งได้ยากมาก
แค่ช่องว่างหรือความต่างทางวิธีคิดนิดเดียว
ฝืนทนอยู่ด้วยกันนานไป
ก็แทบอยากฆ่ากันตายกันไปข้างแล้ว

การที่จะ ‘ดึงดูด’ ให้คนสองคนมา ‘ประกบติด’ เป็นคู่แท้
ไม่ใช่เรื่องรูปงาม ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สมบัติ
ไม่ใช่แค่ความอบอุ่นใจ และไม่ใช่แค่ถูกชะตา
แต่ต้องรู้สึกเข้ากันได้ สบายใจ
และเต็มใจอยู่ร่วมกันไปเรื่อยๆ

อะไรเช่นนั้น เกิดจาก ‘บุญ’ ล้วนๆ!

คงเข้าใจง่ายขึ้นหากกล่าวว่า
‘บุญ’ คือความสุขที่เกินกว่าสุขทางเพศรส
‘บุญ’ คือความรู้สึกว่าอยู่ใกล้แล้วสว่างโล่งโปร่งใส
‘บุญ’ คือความปรีดาที่ได้ดีเพราะกันและกัน
‘บุญ’ คือปีติสุขทางใจที่เพิ่มพูนให้มากขึ้นได้เรื่อยๆ

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินซื้อ
แต่เกิดจากการรินน้ำใจให้กันทีละวัน

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากการดีแต่พูด
ทว่าเกิดจากการพูดแต่ที่ดีๆ

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดบีบคอทวงสัญญา
แต่เกิดจากการรักษากติกาทางใจร่วมกัน

กล่าวโดยย่นย่อ
‘ใจ’ อันเป็นบุญเท่านั้น
ที่รักษาภาวะคู่ไว้ได้จริง!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y9c4mya7

 25 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:32 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
การไปทำบุญที่วัดด้วยกัน
คือเครื่องใหม่ของการผูกบุญ
ให้ได้เป็นคู่บุญที่แท้
เพราะความรู้สึกของการทำบุญคู่กัน
เป็นความรู้สึกเด่นชัด
ที่ใหญ่กว่าภาพของการ
อยู่คู่กันเพียงชีวิตเดียว
ใครผ่านความรู้สึกนั้นมาจะเข้าใจ

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนสองคน
มีความรู้สึกต่อกันอย่างหนึ่ง
ก่อนไปถึงวัดเสมอ
อาจจะเรียกความรู้สึกนั้นว่า
‘ความรู้สึกที่บ้าน’ ก็ได้

ความรู้สึกที่วัด
ไม่ใช่ยางลบความรู้สึกที่บ้าน
แต่จะเหมือนตะปูตอกย้ำมากกว่า
ความรู้สึกที่บ้านมีมาอย่างไร
ความรู้สึกที่วัดก็ทวีคูณขึ้นอย่างนั้น

ก่อนออกจากบ้าน
ถ้ามีความรู้สึกระหองระแหงกัน
ไม่มีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แนวโน้มคือระหว่างเดินทาง
จะมีเหตุให้อยากระบายโทสะใส่กัน
พอไปถึงวัด ก็มีเรื่องขวางหูขวางตากัน
ระหว่างทางกลับบ้าน ก็งอนๆเงียบๆกันไป

หรือแม้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แต่ก่อนออกจากบ้าน
ถ้าคนหนึ่งอยากไปวัด
อีกคนต้องฝืนใจไปวัด
แปลว่าเมื่อไปถึงวัด
คนหนึ่งอาจมีใจอิ่มบุญ
ขณะที่อีกคนอาจใจเปื้อนมลทิน
จากความหงุดหงิดเล็กๆ
หรือความโมโหใหญ่ๆก็ได้
แค่นี้ก็นับเป็นบุญที่ไม่เสมอกัน
ไม่กลมกลืนกัน ไม่เป็น ‘บุญคู่’ กันแล้ว

การเตรียมความรู้สึกที่บ้านให้พร้อม
จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเต็มใจเข้าห้องพระด้วยกัน
มีความสุขจากการผสานเสียงสวดเข้ากัน
ไม่อยากตั้งป้อมสาดเสียงด่าใส่กัน
เกิดแรงบันดาลใจร่วมกันที่จะต่อยอด
ไปเกื้อกูลพระ เกื้อกูลศาสนาร่วมกัน
นั่นแหละบาทฐานของการทำบุญร่วมกันที่แท้จริง
ไปถึงวัดแล้วเกิดบุญร่วมกันจริงๆ
ได้ความรู้สึกเป็น ‘คู่บุญ’ สำหรับกันและกันจริงๆ!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y7vo72h9

 26 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:30 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ผู้หญิงหลายคนมีปัญหา
เรื่องชายมีเจ้าของมาพัวพัน
หลายคนตัดสินใจวิ่งหนีสุดชีวิต
ขณะที่อีกหลายคนเจอมนต์สะกด
ตื่นนอนงงๆ ถามตัวเองงงๆว่า
ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
เกิดมาไม่เคยคิดจะยอม
ให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างนี้เลย

คำว่า ‘คนมีเจ้าของ’
เป็นคำที่รู้ๆกันอยู่ว่ายังบาดใจ
ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย
เพราะคำนี้เหมือนให้อำนาจ
ให้คนเรามีสิทธิ์ด่าทอกันเจ็บๆ
มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายกัน
หรือกระทั่งมีสิทธิ์ฆ่าแกงกันให้ตายก็ยังได้
แม้แต่กฎหมายยังเข้าข้าง
ลดโทษ หรือแทบไม่เอาโทษ
คนที่บันดาลโทสะ ลืมตัวชั่ววูบ
แทงชู้ดับเมื่อเห็นภาพตำตาคาหนังคาเขา
นั่นเพราะกฎหมายรู้กฎทางใจ
เมื่อใดใครรู้สึกว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใคร
แล้วเห็นไปมีอะไรกับคนอื่น
อัตตาและโทสะที่ถูกลักกินขโมยกิน
ย่อมปิดกั้นสติ
ทำอะไรรุนแรงลงไปไม่รู้ตัวได้จริงๆ

ข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจ
และทำให้คนเรา
ไม่ค่อยอยากเชื่อเรื่องกรรมเวรกัน คือ
‘คนมีเจ้าของ’ ที่ดูดีมีระดับ
มีเสน่ห์ และมากพลังทางเพศ
มักเป็นพวก ‘ได้แล้วยิ่งได้อีก’
ราวกับเป็นแม่เหล็กแท่งยักษ์
แค่ผู้หญิงเห็นเดินมา
ก็ทำให้เนื้อตัวอ่อนระทวยแปลกๆ
ใจโงนเงนเหมือนพร้อมจะโอนเอนเข้าหา
ยิ่งถ้าเขาโฉบเฉียดมาใกล้ได้บ่อยๆ
ก็ยิ่งเหมือนมีหมอกมืดคลุมจิตหนาแน่นขึ้นทุกที
เห็นภาพอะไรมัวๆ ได้ยินเสียงอะไรเลือนๆ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหายหมด
เหลือแต่ตัวตนของเขาที่แจ่มชัดอยู่ในมโนนึก

ถ้าไปถึงตรงนั้น
แล้วเตือนตัวเองว่า ‘นี่หลุมดำ!’
ฉันกำลังจะดิ่งลงเหวแห่งความทุกข์
ที่ที่แสงแห่งความสุขจะหายไปหมด
เมื่อยังพอมีสติเตือนตัวเองได้เช่นนั้น
คุณอาจมีแก่ใจคุ้ยๆดูในอินเตอร์เน็ตว่า
ผู้หญิงที่ตกร่วงลงไปติดอยู่ในหลุมดำ
พากันบรรยายสภาพในนั้นว่า
คล้ายนรกบนดินอย่างไร
ต้องทนทุกข์หนักหนาขนาดไหน
แล้วอาจเกิดความกลัว รักตัวกลัวทุกข์
ขาสั่นเกินกว่าจะบุกต่อ

แต่ถ้าไปถึงตรงนั้น
แล้วไม่เตือนตัวเองด้วยมุมมองใดๆเลย
ยอมหูดับ ยอมตาบอด ใครเตือนก็ไม่ฟัง
ในที่สุดคุณจะข้ามเส้นเส้นหนึ่ง
แล้วพบว่าตัวเองอยู่ในเขตชีวิตอีกเขตหนึ่ง
ที่เหมือนมีเพื่อนเยอะ
เข้าทำนอง ‘เดี๋ยวนี้ใครๆเขาก็ทำกัน’
แต่เพื่อนรอบตัวส่วนใหญ่หน้าเศร้า
หรือเป็นโรคอารมณ์เหวี่ยง
สามวันดีสี่วันร้าย
ไม่มีใครได้เป็นสุขจริง
น้อยคนได้สิ่งที่อยากได้
คือใบหย่าจากคนเก่า
แต่แล้วก็ต้องเป็นโรคหวาดระแวง
แย่งคนอื่นมา ก็กลัวโดนคนอื่นแย่งบ้าง

ถ้ายังไม่ข้ามเส้นนั้นไป อย่าข้าม
จะคบใครคบห่างๆ นานพอจะรู้ความจริงว่า
เขาซุกลูกซุกเมียไว้หรือเปล่า
และถ้ารู้ทั้งรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว
ก็อย่าเอาตัวเองไปเป็นตัวแปรให้เขาเลิกกัน
อย่าเชื่อลมๆแล้งๆว่า
คุณมีดีพอจะให้เขายึดไว้เป็นเรือนตาย
เพราะชายที่สามารถเจ้าชู้ได้ตลอดศกนั้น
ทุกหกเดือนมักมีปลามันชิ้นใหม่
หล่นลงมาจากฟ้า
และคุณก็จะเป็นแค่หนึ่งในนั้น!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y89sjkyc

 27 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:22 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ถ้าต้องอยู่ร่วมกับผู้มีพระคุณที่เป็นคนขี้โมโห มีอารมณ์ขึ้นลงง่าย
มักด่าว่าคนใกล้ตัวอย่างรุนแรงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสบายใจที่สุดคะ




ก็คือเราอย่าไปตั้งความคาดหวังหรือตั้งเป้าไว้ในแบบที่เป็นไปไม่ได้
คือการอยู่ร่วมกับใครสักคนหนึ่งนี่นะ
มันบอกได้อย่างหนึ่งว่าเรามีผลของกรรมที่จะต้องรับอย่างไร
ถ้าอยู่กับคนขี้หงุดหงิดง่ายแล้วก็ชอบมีวาจาเสียดแทง
ซึ่งว่าไปแล้วก็เกือบทุกคนในโลกนั่นแหละ
ผมว่าไม่มีใครนะที่ไม่เคยอยู่ร่วมกับคนประเภทนี้
อย่างน้อยสักช่วงชีวิตหนึ่ง มันต้องมีแหละ
แล้วมันไม่ใช่ความบังเอิญ สายสัมพันธ์ระหว่างญาติ ระหว่างคนที่มีบุญคุณกับเรา
หรือระหว่างคนใกล้ชิดสนิทที่จะมีอิทธิพลทางใจกับเรา
มันส่องสะท้อนว่าเราก็เคยทำกับใครบางคนหรือหลายๆ คนมาแบบนั้นเช่นกัน
ไม่อย่างนั้นไม่มีทางเจอหรอก ไม่อย่างนั้นไม่มีทาง อยู่ๆ นี่ถูกจับวางตัวมาไว้
อยู่ในที่ที่จะได้รับความร้อน ได้รับไอร้อนจากคนขี้หงุดหงิดนะ มันไม่มีความบังเอิญหรอก


แต่ในที่สุดแล้วทุกอย่างมันจะต้องต่างไป
ความไม่เที่ยง ความไม่อาจจะอยู่ยั้งค้ำฟ้าของคนเรา
ทำให้เราทำใจไว้ได้ว่าวันหนึ่งทุกอย่างจะต้องต่างไปแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็วแหละ
การที่เราไปตั้งความคาดหวังกับตัวเองไว้ว่า
อยู่ใกล้กับคนขี้หงุดหงิดแล้ว เราจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน
ไม่ได้รับความกระทบกระทั่งทางใจ หรือเราจะไม่พลอยหงุดหงิดตาม
อันนี้ไม่ใช่วิสัย มันเป็นการตั้งเป้าผิดๆ ซึ่งเราจะไม่มีวันสมหวัง



แต่ถ้าตั้งเป้าไว้ว่าการอยู่กับคนขี้หงุดหงิดจะเป็นแบบฝึกหัด เป็นบทเรียน
หรือว่าเป็นหลักสังเกต เป็นจุดสังเกตว่าใจของเรานี่มันพลอยร้อนรน
หรือว่ากระทั่งเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาได้บ่อยๆ
คือตั้งเป้าไว้ต่างกันนะ ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะไม่หงุดหงิดตามคนประเภทนี้
แต่ตั้งเป้าเอาไว้ว่าเราจะอาศัยเป็นเครื่องฝึกหัด

สังเกตดูว่าเวลาที่เรามีความขัดเคืองตามเขา ตามเสียง ตามสีหน้า
ตามอากัปกิริยาท่าทางที่มีความร้อน ที่เต็มไปด้วยความร้อนแล้ว
ใจของเรานี่มันลุกเป็นไฟตามเขา หรือว่ามีความขัดเคือง มีความระคายได้แค่ไหน
เมื่อสามารถสังเกตว่าใจของเรามีความร้อนได้แค่ไหน มีความระคายได้เพียงใด
เราก็จะเป็นผู้ค่อยๆ สังเกตไปด้วยว่า
อาการระคายหรือว่าอาการร้อนแบบนั้นนะ มันอยู่ได้นานแค่ไหน


ซึ่งถ้าหากว่าเราสังเกตอยู่เรื่อยๆ ทุกวัน
เราจะพบว่าสติที่เราสั่งสมในการใช้สังเกต ใช้ไปสังเกต
มันจะค่อยๆ แก่กล้าขึ้นมา
เอาอะไรมาวัดความแก่กล้า เอาตัวที่มันเห็นโทสะ
เห็นความหงุดหงิด เห็นความขัดเคืองที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนั่นแหละ
มันอยู่ได้ไม่นาน อยู่ได้ในเวลาสั้นลงเรื่อยๆ
หรือการที่เราสามารถสังเกตจิตสังเกตใจของเราในขณะเกิดความโมโหได้ออก
เวลาที่มีของกระทบกระทั่งพวกนี้เข้ามานะ
เรามองเข้าไปได้ว่าจิตของเราไปผูกไปยึด
หรือว่าเก็บมาคิดต่อ เก็บมาขัดเคืองมากน้อยเพียงไร
พูดง่ายๆ เห็นอาการผูกพันระหว่างใจกับเสียงหรือว่าสีหน้าของเขา


ถ้าหากว่าเราเริ่มรู้สึกว่าการอยู่ใกล้คนที่มีแต่โทสะ มีแต่ควันไฟ
มันทำให้เห็นทั้งความไม่เที่ยงและเห็นทั้งอาการผูกของจิตของใจนะ
ของใจเรานี่กับสิ่งร้อนๆ มันต่างไป มันเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ
ตามความสมัครใจ ตามความกระตือรือร้นที่จะสังเกต
เราจะนึกขอบคุณเขาขึ้นมาในวันหนึ่ง
ในวันหนึ่งที่เราเก่งพอที่จะเห็นความขัดเคืองของตัวเองสักแต่เป็นสภาวะ
สภาวะหมายความว่าอะไร หมายความว่ามีสีหน้าสีตาของเขา
หรือว่ามีสุ้มเสียงของเขามากระทบ
แล้วเกิดความขัดเคืองอยู่แล้วๆ เล่าๆ นั่นแหละ
แต่ความขัดเคืองนั้นแสดงทั้งความไม่เที่ยง
แสดงทั้งความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนออกมาชัดขึ้นทุกที
มันได้ความรู้ มันได้ปัญญา มันได้สติกับตัวเราเอง



นี่คือหลักการง่ายๆ เลยที่จะแปรเปลี่ยนของลบให้กลายเป็นของบวก
เปลี่ยนความรู้สึกแย่ๆ กับใครบางคนให้กลายเป็นความรู้สึกที่ดีกับเขา
แล้วใจที่เกิดความรู้สึกดีๆ กับเขาจริงๆ
มันจะเป็นใจที่มีเมตตาอย่างแท้จริงออกมานะ

ทุกครั้งที่เกิดความขัดเคือง เราจะยิ่งเกิดความรู้สึกว่า
เออ มีโอกาสฝึก แล้วโอกาสฝึกเรื่อยๆ นะ
มันเปลี่ยนเป็นความรู้สึกขอบคุณขึ้นมา


อันนี้คือใจความสรุป แต่ย้ำอีกครั้งหนึ่ง
ห้ามไม่ให้ตั้งเป้าไว้ว่าจะอยู่กับคนแบบนี้โดยไม่หงุดหงิด
แต่ให้ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะหงุดหงิดโดยมีสติรู้
ว่าแต่ละครั้งความหงุดหงิดมีอะไรให้เราดูบ้าง ตามหลักของการเจริญสตินะ
แล้วในที่สุดเราจะเป็นผู้มีความเมตตาออกมาอย่างเหลือเชื่อทีเดียว
เป็นความมหัศจรรย์ของการเจริญสติ


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2G3cIea

 28 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:20 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เมื่อมีอารมณ์โกรธเกินกว่าที่สติจะมาตามรู้ตามเห็นได้ทัน
หรือพยายามข่มจิตให้มาอยู่กับกาย
สักพักก็กลับไปที่อารมณ์นั้นอีก จนปล่อยเวลาให้จิตโกรธนั้นดับไปเอง
ซึ่งกว่าที่จะกลับมาเป็นจิตที่คลายจากอารมณ์โกรธ ก็ใช้เวลาสักพักหรือพักใหญ่ๆ
อยากถามจากประสบการณ์ตรงของคุณดังตฤณ
ว่าจะใช้วิธีไหนที่จะทำให้จิตที่โกรธไปแล้วคลายจากอารมณ์โกรธได้ครับ




สรุปแก่นคำถามก็คือว่าจะดูความโกรธอย่างไรให้ถูกต้อง เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ
เพราะว่าที่คุณเคยผ่านมาโดยสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ก็คือคุณอาจพยายามที่จะไปดึงความรู้สึกกลับมาอยู่ที่กาย จะได้มีหลักตั้ง
ซึ่งก็โอเค ไม่ใช่เรื่องที่ผิดพลาดอะไรนะ
จะให้เริ่มต้นขึ้นมา รู้สึกถึงความโกรธได้
เห็นความโกรธเป็นของไม่เที่ยงได้ มันไม่ใช่ของง่าย


ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาเลยก็แล้วกัน
อย่างช่วงแรกๆ ผมตามความโกรธไม่ทันหรอก
แต่ผมตามความทุกข์อันเกิดจากความคิดได้ทัน
เพราะว่าเริ่มต้นสนใจพุทธศาสนา
ช่วงนั้นผมมีความยึดมั่นถือมั่นแรง แรงมากๆ คือเป็นคนที่ขัดเคืองง่าย
แล้วก็กว่าที่จะคลายออกไป มันใช้เวลาบางทีเป็นชั่วโมง หรือว่าบางทีเป็นวันๆ นะ
จิตใจนี่มันหดหู่ จิตใจนี่มันเต็มไปด้วยความเก็บกดอาฆาตนะ
แล้วก็คิดถึงเรื่องที่ใครทำให้เราไม่พอใจยืดยาว แล้วก็ปรุงแต่ง ปรุงแต่งเก่งมาก
เป็นคนที่เหมือนกับคิดเลย คิดได้เป็นช็อตๆ ว่าเราจะไปเอาคืนได้อย่างไร
คือมันมีสองตัวอยู่ในตัวเดียวกัน คนคนหนึ่ง
ใจหนึ่งมันมีความรู้สึกไม่อยากให้อภัย อยากเอาคืน
แต่อีกใจหนึ่งมันไม่อยากมีเรื่อง มันอยากอยู่สงบๆ นะ
ต่อให้นักเลงโตนะ คือถ้ารู้จักจริงๆ เลยนะ พวกที่แบบมีเรื่องกันเป็นประจำ
ลองไปถามใจดูเถิด ใจลึกๆ เลยนะ มันไม่อยากมีเรื่องหรอก
มันเหนื่อย มันเปลืองเวลา มันเสียเวลา
แต่เวลาโกรธขึ้นมา พอสั่งสมความวู่วามเข้าไปแล้วสักครั้งสองครั้ง
มันอดไม่ได้ มันห้ามใจไม่อยู่ มันต้องไปมีเรื่องอีก
แล้วก็เสร็จแล้วก็ต้องเหนื่อยแล้วๆ เล่าๆ


การที่เราไม่สามารถจะห้ามใจได้ ไม่สามารถจะข่มใจได้ แล้วก็ไปมีเรื่อง
มันสอนเราได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการไปมีเรื่องในระดับที่รุนแรง
หรือว่าในระดับที่ปะทะกันทางวาจา หรือว่าสีหน้า
จะต้องมาต่อตากัน ใครจะหลบก่อนนะ หรือว่าใครจะหงอให้กับเสียงของอีกฝ่าย
ของแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ เนี่ย มันน่าเบื่อ
มันจะมีความรู้สึกว่าทำอย่างไรเราถึงจะไม่ต้องมาเหนื่อยกับอะไรแบบนี้อีก


แต่ด้วยความที่ว่าคนเราต้องทำงาน ต้องเจอกับผู้คน
ต้องคุยกับผู้คน ต้องขัดแย้งกับผู้คน มันก็เกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ
แล้วมันก็กลายเป็นเรายังไม่มีเหตุผลมากพอที่จะระงับความโกรธ
หรือว่าที่จะไม่ต้องไปมีเรื่องกับใครเขา
คนเรานะถ้ายังไม่เห็นเหตุผลที่ชัดเจน
ว่าทำอย่างไรจะไม่ต้องโกรธ ทำไมถึงจะยังต้องโกรธอยู่
มันก็จะตามเหตุผลดิบๆ ของใจ ของสัญชาตญาณไปว่า
ถ้าขืนไม่เอาเรื่องมัน เดี๋ยวมันจะได้ใจ เดี๋ยวมันจะเกิดขึ้นอีกและอีก
คือตรงเหตุผลตรงนี้ มันเพียงพอแล้ว
ที่จะขับดันให้โทสะมันลุกฮือขึ้นมา มันลุกโพลงขึ้นมา
แล้วก็กลายเป็นวาจาประทุษร้ายกัน


แต่ทีนี้ถ้าเราพิจารณาว่าตอนที่เราจะพูด
มีแรงดันที่จะออกมาทางปากนี่นะ
ตอนนั้น ถ้าหากว่าเราเห็นว่า เออ นี่ ถึงแม้ว่าเราจะพูดไปด้วยความโกรธ
เขาก็ไม่ดีขึ้น เขาก็จะยังเหมือนเดิมอยู่ดีนะ
อาการโกรธมันไม่สามารถที่จะไปลบล้างนิสัยเลวๆ ของเขาได้
พอเราคิดอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ได้
ก็รู้สึกว่าใจมันพร้อมที่จะมีเหตุผลที่จะเยือกเย็นลง
คือมันมีเหตุผลน่ะ มันมีเหตุผลจริงๆ
ว่าเราจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ถ้าหากว่าเราพูดแบบวู่วาม
มีอารมณ์ร้อนแล้วก็พูดทันที มันไม่ได้สิ่งที่ต้องการหรอก
แค่นั้นนี่นะมันก็สามารถระงับอก ระงับใจ
ปิดปาก รอเวลา รอจังหวะให้ใจมันเย็นลงก่อนแล้วค่อยพูดได้


นี่อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นนะ
คือถือว่าเป็นปัญญาอย่างหนึ่ง ปัญญาที่จะระงับความโกรธ
เรามีเหตุผลมากพอที่จะอารมณ์เย็นลง เย็นลงเพื่อให้ได้ปัญญา
พูดแบบที่จะได้สิ่งที่ต้องการคือเขาดีขึ้น
เสร็จแล้วจากนั้น มันก็พอมีเหตุผลที่จะใจเย็นนะก่อนพูด
สติของเรามันจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปข่มมัน
ไม่จำเป็นต้องไปพยายามที่จะกดทับ
แบบบอกจิตตัวเองไม่ได้ว่าเรามีเหตุผลอะไรต้องมาข่มกันแบบนี้
ต้องมาอดกลั้น ต้องมาอดทนกันขนาดนี้
พอมันมีเหตุผลแล้ว คนเราพอมีเหตุผลแล้ว ไม่ต้องข่ม
เหตุผลนั้นมันข่มให้ มันเอาชนะกิเลสให้เอง
มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานก็ตรงนี้แหละ
แล้วพอเรามีความรู้สึกว่าใจเย็นลงก่อนพูดได้หลายๆ ครั้งเข้า
ความโกรธ ความวู่วาม หรือว่าความร้อนที่มันจะเผาผลาญ
จนกระทั่งสติของเรามันไม่เหลือหลอ มันก็จะหายไป
มันกลายเป็นว่ามีแค่ความขัดเคือง มีแค่ความร้อนขึ้นมาอุ่นๆ
แล้วก็พร้อมที่จะดับลงไปได้เอง


ตรงนี้แหละที่มันมีประโยชน์กับการเจริญสติ
ถ้าใครไม่ดูถ้าใครไม่พิจารณาไว้ก่อนว่า โทสะไม่เที่ยง มันก็จะมองไม่เห็น
คือได้แต่ใจเย็นแบบโลกๆ คือเห็นว่าอารมณ์สงบลงแล้วถึงพูด
ก็ได้ประโยชน์แบบโลกๆ ไป เป็นสติแบบโลกๆ
แต่ถ้าหากว่าเรามีความใจเย็น
มีอารมณ์ที่เยือกเย็นก่อนพูดได้แบบโลกๆ อย่างนี้แล้ว
เราเอามาต่อยอดทางธรรมได้

ก็คือเห็นว่าสิ่งที่มันทำให้จิตใจของเราสงบเยือกเย็นลงได้นี่นะ
มันต่อยอดเป็นความเห็นว่าเมื่อกี้โทสะมันร้อนอยู่ชัดๆ
มันมีความขัดเคือง มันมีความรู้สึกอัดอั้น
มันมีแรงดันที่อยากจะขับคำพูดแย่ๆ ออกมา
อยากจะแสดงสีหน้าสีตาที่มันเหมือนมีอาการมุทะลุดุดันออกไปนะ จะต้องข่มกัน
มันหายไป ตรงนั้นมันหายไป
มันกลายเป็นความรู้สึกที่ เออ วูบขึ้นมาแล้ววาบหายไป
ตรงนั้นแหละที่เราจะต่อยอดเป็นสติ
เป็นปัญญาในแบบของพุทธิปัญญาได้




เอาละคิดว่าคงจะน่าจะตอบโจทย์นะ
ถามถึงประสบการณ์ตรงของผม ผมก็พูดให้ฟัง
เล่าให้ฟังว่าตอนเริ่มต้นมาเป็นอย่างไร
แล้วต้องเข้าใจนะคือที่เล่ามานี่ไม่ใช่ว่าทำกันแป๊บๆ นะ
คือเวลาเล่านี่มันเหมือนกับง่ายนะ แค่ครึ่งนาที สองนาที
แต่ที่เล่ามานี่มันใช้เวลาหลายปีกว่าที่ใจมันจะสงบ ใจมันจะเย็นลงได้
คำว่าใจเย็นลงได้ ไม่ใช่ว่าหายร้อนเลยนะ
ทุกวันนี้มันก็ยังขัดเคืองได้อยู่ มันก็ยังมีโทสะได้อยู่
เพียงแต่ว่ามันอยู่ตัว มันมีความเคยชินที่จะไม่เอาเรื่องเอาราวใคร


บางทีถ้าดูตามสายตาชาวโลกนะ เดี๋ยวก็จะต้องมีคำถามต่อไป
ว่าถ้าไปยอมเขา ถ้าไม่เอาเรื่องเอาราวเขา
เขาก็ว่าโง่สิ เขาก็มาเอาเปรียบเราได้ร่ำไป
อันนี้ก็บอกไว้เลยนะ คือไม่ใช่ยอมนะ ไม่ใช่ตะพึดตะพือ
ไม่ใช่เหมือนกับไปหงอให้ ตัวงอให้กับคนที่เขามาทำร้ายเรา ไม่ใช่อย่างนั้น
คือเราโต้ตอบได้ เราใช้วิธีการที่เหมาะสมที่จะไม่ให้เขาได้ใจได้
แต่ไม่จำเป็นที่ใจของเราจะต้องมีความโกรธปนอยู่ด้วย

ความต่างมันแค่ตรงนี้เอง คือเราใช้ความใจเย็นในการที่จะโต้ตอบ
ในการที่จะไม่ยอม ในการที่จะทำให้เขามีความรู้สึกตัวขึ้นมาบ้าง
ว่าทำแบบนี้เราไม่ให้นะ แต่ใจของเราไม่จำเป็นต้องมีความโกรธ
หรือถ้ามีความโกรธก็ไม่ใช่ในระดับที่จะต้องไปด่าว่ากัน หรือว่าทำร้ายกันนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2QrPtg3

 29 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:16 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ที่ผ่านมาผมทิ้งการปฏิบัติธรรมไปนาน เพราะปัญหาสุขภาพ
ตอนนี้แข็งแรงขึ้นมากแล้ว จึงอยากกลับมาเริ่มเอาจริงใหม่อีกครั้ง
ควรจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ



การที่เราเคยปฏิบัติมานาน
แล้วหยุดไปช่วงหนึ่ง จะด้วยสาเหตุติดขัดอะไรก็แล้วแต่
จะเรื่องของสุขภาพ จะเรื่องของหน้าที่การงานที่ยุ่งเหยิง
หรือจะเรื่องของชีวิตส่วนตัว ที่มันมาดึงเอาไปนะครับ
ก็ขอให้มองว่าเวลาที่เรากลับมานับหนึ่งใหม่
เรานับหนึ่งก็จริง แต่ว่าด้วยกำลังขาด้วยกำลังแขน
แล้วก็ด้วยประสบการณ์ของคนที่เคยนับห้านับหกมาแล้วนะ


นับหนึ่งใหม่ มันเป็นนับหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึก
จะได้ไม่ต้องไปติด จะได้ไม่ต้องไปมัวแต่คิดหลงว่าเราถึงขั้นห้า ขั้นหกมาแล้ว
แต่เป็นอิสระพอที่จะรู้สึกว่า เออ กลับไปเป็นเด็กน้อย กลับไปเป็นเด็กประถมนะ
หรือกระทั่งเด็กอนุบาลที่ไม่ประสีประสาอะไรกับเส้นทางนี้
แต่ด้วยประสบการณ์ที่เคยเก๋ามาก่อน ด้วยประสบการณ์ของคนโตมาก่อน
มันจะมีความรู้สึกเป็นเด็กโข่งที่ได้เปรียบกับเด็กอนุบาลหรือว่าเด็กประถมทั่วไปนะครับ
คนอื่นนับหนึ่งแบบไม่รู้ประสีประสาแล้วก็หลงวน
แต่เรานับหนึ่งแล้วพร้อมที่จะก้าวไปถึงสอง สาม สี่ ได้โดยง่ายด้วยเวลาอันสั้น


วิธีที่จะก้าวออกจากก้าวแรกได้ง่ายที่สุดนะ
ก็ทำตามคำพระพุทธเจ้านั่นแหละนะ
สังเกตอยู่ว่าขณะนี้เราหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่ หายใจยาวหรือหายใจสั้นอยู่
จนกระทั่งมันเกิดการรับรู้ขึ้นมาว่า เออ ไอ้ที่หายใจอยู่นี่นะ
มันเป็นลมหายใจ มันเป็นลักษณะของธรรมชาติที่มีอาการพัดเข้าแล้วก็พัดออก
ส่วนจิตของเราที่มันรู้ มันดูอยู่ นี่เป็นต่างหากนะ


ถ้าหากว่าถึงความรับรู้ตรงนั้นได้ นี่ตรงนี้แหละมันต่อติดแล้ว
นี่เขาเรียกว่านับหนึ่งใหม่จริงๆ นะ
นับหนึ่งใหม่ตรงที่หายใจเข้า หายใจออกอย่างธรรมดา
แล้วก็มีสติรู้ว่า กำลังเป็นอย่างนี้อยู่นะ

อาการพัดเข้าเป็นอย่างนี้ อาการพัดออกเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น
นี่มันเริ่มเหมือนกับเด็กประถมทั่วไป เริ่มเหมือนกับเด็กอนุบาลทางวิปัสสนาทั่วไป


แต่ว่าพอจิตมันเข้าถึงการรับรู้ว่า
เออ ตัวของมันเองมีหน้าที่รับรู้อยู่ มีหน้าที่ดูอยู่
เป็นผู้รู้ เป็นผู้ดูอยู่ ไม่ใช่เป็นลมหายใจเสียเอง
ตัวนี้นะมันจะต่อติด มันจะเห็นว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ
เออ อิริยาบถนั่ง ลักษณะมันเป็นอย่างไร มันมีความรู้สึกเหมือนหลังตรงนะ คอตั้ง
แล้วก็ในอาการหลังตรง คอตั้งอยู่
รู้สึกว่ามันมีความโปร่ง มันมีความเบา หรือว่ามันมีความทึบ
มันจะรู้ทาง แล้วพอรู้ทางนะ
มันก็จะสังเกตออกว่าลักษณะความรู้สึกโปร่ง ลักษณะความรู้สึกทึบแน่น
หรือว่าจะมีความสุขมาก จะมีความสุขน้อย อย่างไรก็ตาม มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ตัวนี้นี่นะ ถ้าเริ่มติด สตาร์ทติดแล้ว แค่ห้านาที บางทีมันก้าวพรวดเลย
แซงจากที่เคยได้ขั้นห้า ขั้นหก ไปเป็นขั้นเจ็ด ขั้นแปดเสียอีกนะ บางคนเป็นอย่างนั้นนะ


เพราะอะไร เพราะว่ารู้แล้วนะว่าเคยผ่านมาอย่างไร
แล้วก็ตัดความหลงตัวแบบผิดๆ ไปนะ
ในคราวก่อนนี่ถึงขั้นห้า ขั้นหก นี่ชอบไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเขา
ว่านี่ฉันขั้นห้า ฉันขั้นหกแล้วนะ ฉันสามารถให้คำแนะนำกับขั้นสอง ขั้นสามได้นะ
ฉันมีคำชมจากครูบาอาจารย์มาแค่นั้นแค่นี้นะ
มันจะสลัดทิ้งไป เพราะว่ากลับไปเริ่มต้นใหม่
มันมีความรู้สึกเหมือนกับ เออ เราไม่ได้มีอะไรน่าชมเชยเลย
เราไม่มีอะไรที่น่าประมาทเลย
นี่ข้อดีของการกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ของคนที่ผ่านขั้นห้า ขั้นหกมาแล้ว

โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2CQF6gk

 30 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:14 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - ในหนังสือของคุณดังตฤณเคยเขียนคำว่า
“วิญญาณมีรูปร้ายเป็นทุกข์กระสับกระส่ายอย่างยากที่จะเปลี่ยนแปลง
และกรรมจะรักษาเส้นทางเดิมไว้ด้วยความเคยชิน”
แบบนี้เราจะรู้อย่างไรว่าวิญญาณนั้นเป็นรูปร้ายมากหรือน้อย
และเส้นทางของคนคนนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงจากร้ายเป็นดีได้หรือไม่คะ



อย่างนี้นะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอรุณรุ่งของกุศล อรุณรุ่งของธรรมะ
ก็คือการได้พบกับกัลยาณมิตร
กัลยาณมิตรในพระพุทธศาสนา
ก็มุ่งหมายสำคัญไปที่องค์พระศาสดาเอง ผู้ประกาศธรรมะที่ถูกต้อง
ที่เป็นความสว่าง ที่เป็นกติกาของธรรมชาติ กฎของกรรมวิบาก
คืออันนี้ต้องเข้าใจให้มันเป็นไปในทางกุศลนะ
ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ประกาศตัวเองไว้อย่างนี้ก็จะไม่มีใครประกาศให้นะ
เพราะพระองค์รู้ของพระองค์เองอยู่พระองค์เดียวว่าท่านตรัสรู้อะไรบ้าง
ก็จำเป็นต้องประกาศ


เมื่อท่านประกาศว่าการเป็นกัลยาณมิตร
หมายถึงการที่ท่านได้ชี้ทางถูกทางตรงไว้
เราก็สามารถสำคัญมั่นหมายได้ว่า
ถ้าหากเมื่อไหร่ ชาติใดที่เราพบพระพุทธศาสนา
นั่นคือโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุด
ในการเดินทางอันเป็นอนันตชาติในสังสารวัฏนี้นะครับ

เพราะว่าอะไรเพราะว่าเมื่อคนเราได้แรงบันดาลใจจากธรรมะที่มีความสว่างจัดจ้า
เมื่อคนเรามีความรู้สึกว่า เออ มันมีสิ่งที่ดีกว่าชีวิตของเรา
มันมีสิ่งที่ใหญ่กว่าชีวิตของเราอยู่
แล้วเราสามารถที่จะยอมทิ้งชีวิตแบบเดิมๆ เปลี่ยนเส้นทางมาสู่ชีวิตอีกแบบได้
นั่นแหละคือโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง


ถ้าหากว่าไปพูดถึงเอาเฉพาะที่ผมเคยเขียนไว้
เอาง่ายๆ เลยนะ พูดอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน
คนที่สนใจพุทธศาสนาได้ อย่างนั้นไม่มีทางร้ายเกิน
อย่างนั้นไม่มีใครหรอกที่พอกบาปมาจนเกินกว่าจะแก้
คนที่สนใจพุทธศาสนาหรือว่าสามารถคลิกกับคำสอนใดคำสอนหนึ่งของพุทธศาสนาได้
ไม่ว่าจะได้ยินคำสอนหรือว่าหลักการทางพุทธมาจากใครก็ตาม
หรืออยู่ในช่วงไหนของชีวิตก็ตาม
ขอให้ทราบไว้เลยว่าคุณมีบุญมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
คุณไม่ได้พอกบาปมาหนาเกินกว่าที่จะแก้ไข
นี่อันนี้พูดอย่างนี้ไว้ก่อนนะ


ส่วนคนที่จิตวิญญาณยากจะคลิกกับธรรมะในพุทธศาสนา
อันนั้นในทางศาสนาเราเรียกว่าเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ
คือมีความแน่นอน มีความมั่นคงมากๆ ที่จะเข้าใจพุทธศาสนาในทางร้ายไว้ก่อน
อย่างพวกที่ทำบาปไว้มากๆ
ประกาศศาสนาของตนไม่พอนะ มาเหยียบย่ำศาสนาคนอื่น
แล้วก็เอาพระพุทธเจ้ามาบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจพระองค์ท่านผิดๆ
หรือว่าจะมีการใส่ร้ายนะ
บอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าจะนำไป บางทีมีเลยนะ มีอย่างนี้เลยนะ
บอกถ้ากราบไหว้พระพุทธเจ้านี่ไปนรกแน่ อะไรแบบนี้
เอาเรื่องไม่จริงมาขู่ เอาความคิดของตัวเองมาใส่เข้าไป


พวกนี้โอกาสที่จะเจอพุทธศาสนา หรือศาสนาที่มีเหตุมีผล
หรือศาสนาที่กล่าวถึงกรรมวิบาก
โอกาสที่จะเข้ามาได้นี่ไม่มีเลย บอกอย่างนี้เลยก็แล้วกันว่าไม่มีเลย
แล้วมันจะสืบเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไปเรื่อยๆ นะ
คือพอปักหลักที่จะเผยแพร่มิจฉาทิฏฐิแห่งตนไปแล้ว
ทำอยู่ทั้งชีวิตแล้ว มันจะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ไป
เกิดใหม่ก็จะไปเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิ
พอต้องใช้กรรมในนรกเสร็จนะ ไปเป็นเปรต ไปเป็นอะไร
ขึ้นมาเป็นมนุษย์แล้วก็จะมีผู้นำทางมีครูที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอีก
แล้วก็ร่วมครึกครื้นกันเฮฮากันในเรื่องของการทำบาปทำกรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเหยียบย่ำ
ความศรัทธาที่ถูกต้องที่ตรงทางสวรรค์นิพพานนี่นะ
จะชอบมากจะเป็นของโปรด จะรู้สึกเป็นขนมเลย
มันจะมีความรู้สึกคลิกเลย มันเชื่อมต่อกับตัวเองได้ว่านี่อย่างนี้เราชอบ
ถ้าจะไปด่าว่า ถ้าจะไปใส่ร้าย
ถ้าจะไปทำให้คนที่เขาดูดีมีความสะอาดได้แปดเปื้อนนี่จะชอบมากเลย


แล้วลักษณะของวิญญาณที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกรรมประเภทนี้ ด้วยบาปประเภทนี้
ก็จะออกแนวเหมือนกับปีศาจที่เราเห็นในหนังนะ
มีเขี้ยว มีเขา มีอะไรที่มันน่ากลัวมากๆ
ความกระสับกระส่ายที่ยากจะเปลี่ยนแปลงแบบนี้แหละ
ที่ผมหมายถึง ที่น่าจะเคยพูดถึงไว้ในหนังสือนะ
คนพวกนี้ถ้าจะเปลี่ยน มันมีทางเดียว
คือคนที่เขายึดถือเป็นหลักหรือว่าเป็นครู เป็นบรมครูของเขา
เกิดการเปลี่ยนใจแล้วก็ค่อยๆ หันเห มันไม่มีทางนะที่จะแก้ได้ในชาติเดียว
มันค่อยๆ หันเห ค่อยๆ สั่งสมความดี ค่อยๆ ทำความเข้าใจอย่างเป็นเหตุเป็นผล
เกี่ยวกับเรื่องของการทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2HylgvO

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!