แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
27 พฤษภาคม 2019, 06:09 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 21:01 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ถ้ามีผู้ชายที่มีภรรยาแล้วเข้ามาสนิทสนมกับเรา โดยที่เขาเล่าว่าไม่ได้รักกันกับภรรยาแล้ว ถึงยังไงก็ต้องเลิกกันอยู่ดี เพียงแค่รอเวลาไปจากกันเท่านั้น กรณีแบบนี้ถ้าเราคุยกับเขาไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งจะผิดไหมคะ




เวลาที่พบสถานการณ์ที่ลังเลใจว่าควรหรือไม่ควรจะทำ วิธีที่ง่ายในการตัดสินใจก็คือ หนึ่งลองนึกว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมของตัวเอง แต่เป็นเรื่องของคนอื่น คิดว่ามันดีงามเหมาะสมหรือไม่ สองลองสมมติว่าฝ่ายภรรยาเขาเป็นเพื่อนสนิทของเรา ถ้ามีหญิงอื่นมาปฏิสัมพันธ์กับสามีของเพื่อนสนิทแบบนี้เราจะคิดว่าเป็นสิ่งที่สมควรไหม นี่ยังไม่ต้องพูดถึงหลักศีลธรรมที่ต่อให้ไม่ได้ไปถึงการมีเพศสัมพันธ์กัน ก็เป็นการเริ่มต้นทำให้ศีลหมอง เป็นโอกาสจะทำให้ศีลขาดในที่สุดอยู่ดี


การเริ่มต้นนับหนึ่งใจอ่อนยอมแพ้กิเลส ก็เป็นเหตุให้ชีวิตต้องเจอเรื่องทุกข์ทรมาน ฝ่ายชายนั้นจำนวนไม่น้อยเลยที่เมื่อภรรยาจับได้ก็ยังกล้ำกลืนฝืนให้อภัยสามีที่ใจร้ายกับเธอ ส่วนคนมาทีหลังถ้าไม่เลิกราไปพร้อมรอยแผลเป็นในหัวใจ ยังยอมทนกับสถานะคนรักในที่ลับอย่างยาวนานเป็นหลายปี ที่สุดก็อาจลงเอยด้วยการที่เขายังไม่หย่ากับภรรยาเดิม แถมมีลูกด้วยกันเพิ่มอีก หรือผู้ชายคนเดิมเขาไปหากิ๊กเพิ่มมาอีกคน หรืออีกหลายๆ คน หรือบางคนเขาเลิกรากับภรรยาแล้ว แต่พอฝ่ายน้อยได้เป็นภรรยาแทนที่ ต่อมาฝ่ายชายก็ทำพฤติกรรมแบบเดิม ให้หลวงปัจจุบันทุกข์ใจแบบหลวงในอดีต เรียกว่ากรรมทันตาเห็นในชาตินี้ แบบนี้ก็มีนะคะ


หลายคนที่เพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้น ยังไม่ถึงกับถลำลงไปหมดทั้งตัวทั้งหัวใจ ก็นับว่าโชคยังดีอยู่ค่ะ ดังเรื่องราวของคุณมิชิแกน (นามสมมติ) ซึ่งเมื่อได้ตรวจดวงกันนั้น ก็เตือนเธอว่าอันที่จริงดวงชะตาในเรื่องอื่นๆ อยู่ในขั้นดีแทบทั้งหมด จะมีปัญหามากอยู่เรื่องเดียวคือความรัก ที่เจอเรื่องรักสามเส้าได้ง่ายนะคะ เพราะฉะนั้นคุณมิชิแกนจึงควรรักษาศีลห้าให้ดี แล้วก็เลือกคนที่มีศีลเสมอกัน โดยไม่ลืมเผื่อใจให้กับความไม่แน่นอนด้วย (เพราะลูกค้าชายหลายๆ ท่านที่ได้เคยสนทนากันนั้น เดิมทีก็มีศีลค่อนข้างสะอาด นานๆ ไปบางคนชักจะแพ้กิเลสแบบนี้ก็มี) แต่อย่างน้อยๆ การเริ่มต้นที่ดี แล้วพยายามรักษาความดีนั้นให้คงอยู่ ก็ดีกว่าการพยายามให้ใครสักคนเปลี่ยนแปลงจากไม่สนใจรักษาศีลมาเป็นรักษาศีล เพราะอาจยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเลยทีเดียว


คุณมิชิแกนบอกว่าที่จริงก็มีปัญหาอย่างที่เตือนแล้วก็สับสนอยู่ เลยนัดตรวจดวงวันนี้นี่แหละ ซึ่งตามดวงชะตานั้นช่วงที่มีปัญหาน่าจะราวๆ สองปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ตรงกับที่ลูกค้าเล่าให้ฟัง คือเธอได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีภรรยาแล้ว (ขอสมมตินามว่าคุณวอชิงตัน) ฝ่ายชายบอกเธอว่าเขาแต่งงานกับภรรยาเมื่อประมาณ ๑๐ ปีที่แล้ว ด้วยเหตุเพราะสถานการณ์พาไป ที่จริงแล้วเข้ากันไม่ค่อยได้เท่าไหร่ วันหนึ่งก็จะเลิกรากันแน่นอน เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่สามารถเลิกกันได้เพราะมีเหตุให้ต้องเจอกับภรรยาทุกวันด้วยหน้าที่การงาน อีกอย่างเพราะฝ่ายภรรยาก็พยายามยื้อเอาไว้ สรุปว่าฝ่ายชายเขาว่ามาเป็นแบบนี้นะคะ


ฟังเรื่องเล่าตรงที่คุณวอชิงตันบอกว่าภรรยาพยายามยื้อไว้ทำให้เลิกกันได้ยาก แล้วก็ถามคุณมิชิแกนว่า “คุณลองคิดถึงผู้หญิงที่แต่งงานมาร่วมสิบปี มีความรักความผูกพัน มีญาติพี่น้องมีหน้าตาสังคม มีทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องกันมาเป็นสิบปี แบบนี้มันไม่ง่ายหรอกนะคะที่จะตัดใจ ไม่ง่ายที่จะเลิกรากันโดยไม่เจ็บปวด คิดถึงถ้าเป็นเราเอง เจอแบบนี้เข้าบ้างจะไม่เสียใจเลยหรือคะ” ถามลูกค้าหญิงต่อไปว่า “แล้วคุณเชื่อได้อย่างไรว่า ทั้งหมดที่ได้ฟังจากฝ่ายชายมันคือความจริงที่ว่าไม่เลิกกันเพราะภรรยายื้อไว้ แต่งงานไม่ใช่เพราะรัก เพราะคุณไม่เคยสนทนากับภรรยาเขานะคะ” เรียกว่าทั้งหมดที่รับรู้มานั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว แต่เรื่องที่จริงแท้แน่นอนนั่นคือคุณวอชิงตันมีภรรยาแล้วและยังไม่เลิกกัน ซึ่งในอนาคตเขาจะเลิกกันหรือเปล่าก็ไม่แน่อีกเหมือนกัน คุณมิชิแกนฟังแล้วก็เงียบไปค่ะ


เล่าให้คุณมิชิแกนฟังว่า จากที่เก็บข้อมูลมานานหลายปี พบว่าเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงสองคนต้องทุกข์ก็เพราะ “คนกลาง” คือชายผู้มีพันธะแล้วแต่ยังแสวงหาไม่หยุดหย่อนนั้น พอพูดกับหลวงก็อย่างหนึ่ง พอมาพูดกับน้อยก็พูดอีกอย่างหนึ่ง จากข้อมูลอันมีประโยชน์ยิ่งจากบรรดาคุณลูกค้าชายที่อยู่ในสถานะคนกลางที่ยังไม่รู้จักพอเพียง ดิฉันเคยถามพวกเขาว่า “ในเมื่อคุณไม่โสดแล้วเวลาที่ไปจีบสาวอื่นนั้น ได้ให้เหตุผล (หลอกๆ )กับพวกเธอเหล่านั้นว่าอย่างไรคะ เขาเลยยอมเป็นแฟนคุณทั้งๆ ที่คุณยังไม่เลิกกับภรรยา” คำตอบของพวกเขาก็เหมือนกับที่ฝ่ายบุคคลที่สามส่วนมากบอกเล่าให้ฟังเป๊ะๆ คือ ทำนองว่า “ไม่รักกันแล้ว อยู่เพื่อลูก” “ผู้ใหญ่จัดการให้ แต่ไม่ได้รักกัน” “แต่งเพื่อธุรกิจ” ฯลฯ แล้วก็สรุปว่า “ถึงไม่มีใครเข้ามา ผมก็ต้องเลิกกับภรรยาอยู่ดี” ดังนั้นบุคคลที่สามจึงไม่ได้มีความผิดนะ ฯลฯ (ลูกค้าชายที่ให้ข้อมูลท่านหนึ่งก็สรุปให้หมอดูฟังอย่างชัดเจนว่า “แต่ถึงสุดแล้ว ผมก็ต้องเลือกครอบครัวอยู่ดีครับ” อ้าว !-_-)


แต่เชื่อไหมคะว่าด้วยเนื้อหาเดิมๆ ประมาณนี้แต่ก็ยังมีคนที่หลงตกเข้าไปอยู่ในวังวนของความรักที่ผิดศีลธรรม ซึ่งที่สุดแล้วก็มักจะเป็นฝ่ายมือที่สามที่ต้องเสียใจที่สุดอยู่ดีค่ะ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงฝ่ายภรรยาหลวงที่สุดแสนจะเจ็บปวด ลูกค้าหญิงหลายท่านที่ไว้เนื้อเชื่อใจคู่ครองมาตลอดพูดคล้ายๆ กันทำนองว่า “เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาที่หัวใจ โลกถล่มลงตรงหน้า” ขนาดนั้นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะต้องเจ็บปวดแต่คนที่เป็นภรรยาก็ยังได้รับความสงสารเห็นใจจากคนรอบข้าง แล้วก็ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดศีลธรรมก็จะไม่รู้สึกแย่เท่ากับฝ่ายที่มาทีหลัง ส่วนฝ่ายชายนั้นแม้ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะลอยตัว แต่กรรมที่ทำไว้ก็ต้องไปชดใช้กันอยู่ดีในอนาคต สรุปคือการนอกใจไม่ดีเลย ถ้าไม่รักกันแล้ว เข้ากันไม่ได้จริงๆ ก็ควรจัดการปัญหาระหว่างคนสองคนให้จบไป ก่อนที่จะไปเริ่มต้นกับคนใหม่ ถึงอาจจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากซับซ้อนหลายอย่าง ยากเย็นขนาดไหนในการหย่าร้างเลิกรา แต่ก็ไม่ต้องผิดศีลธรรม ไม่เสี่ยงเวรภัยต่างๆ ด้วยค่ะ




"การเจอคนมีเจ้าของแล้วนับว่าดีเหมือนกัน คือสบายใจได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์แน่
คัดออกไปไม่ต้องเอามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกได้เลยแน่ๆ!


อย่าตั้งความหวังรอ อย่าให้ความหวังเขา และอย่าทำตัวเป็นตัวแปร
คุณกำลังหาคนที่ใช่ ฉะนั้นอย่าหลงหวังรอแบบผิดๆ
ตอกย้ำทำความเข้าใจกับตนเองว่า คนที่ใช่จะมาเจอกันในเวลาที่คุณไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร?
คบไปรังแต่จะมุ่งหน้าสู่ดงงิ้วกันเปล่าๆ!


จริงอยู่ครับ มีอยู่จริงๆ ที่เป็นคู่บุญติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ
แต่ดันไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน แล้วก็ต้องเกิดความทรมานใจกัน
แต่ขอให้จำไว้เถิด ต่อให้ครองคู่กันมาเป็นล้านชาติ
ก็หาได้ทำให้ชาตินี้ ‘ใช่’ เหมือนชาติอื่นๆ ไม่ ในเมื่อพลัดไปมีเจ้าของเสียก่อนแล้ว


ให้เร่งรู้ตัวไว้เสียว่าบาปบางอย่างที่ทำไว้ร่วมกัน สกัดกั้นไว้ไม่ให้ร่วมเรียงเคียงกันอีกในชาตินี้
เพื่อล่อลวงให้พวกคุณประพฤติผิดประเวณีกัน หรืออ้อนวอนให้อีกฝ่ายทรยศคู่ครอง
ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักบาปให้ความสัมพันธ์ข้ามภพข้ามชาติเข้าไปใหญ่


คนเราเข้าคู่กันก็ด้วยกำลังบุญ แล้วก็แยกคู่กันด้วยกำลังบาป
คุณจะครองคู่กันเป็นสุขด้วยหนทางแห่งบาปเวรได้อย่างไร


เว้นแต่พวกเขาจะเลิกกันเอง โดยคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แม้ส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาใดๆ
อันนั้นค่อยเป็นอีกเรื่อง นอกเหนือจากนั้นแล้วนะครับ ใส่เกียร์ถอยลูกเดียว
ห้ามล่วงล้ำไปข้างหน้าอีกแม้แต่หนึ่งคืบ!"


จาก "รักแท้มีจริง" โดย ดังตฤณ


สรุปแล้วก็คือหลังจากสนทนากัน คุณมิชิแกนซึ่งอันที่จริงเธอก็ไม่ได้อยากทำร้ายครอบครัวของคนอื่นอยู่แล้ว บอกว่าตกลงใจจะเลิกคุยกับคุณวอชิงตัน ไว้รอให้เขาไปจัดการตัวเองให้โสดเสียก่อน โดยที่เธอจะไม่เข้าไปเป็นตัวแปรให้กับความสัมพันธ์ของเขากับภรรยา ฟังแล้วก็อนุโมทนาในความตั้งใจดีนี้ด้วยค่ะ ให้กำลังใจลูกค้าไปว่าช่วงแรกอาจจะทรมานเพราะอยากพูดคุยกับเขา แต่ถ้าอดทนไม่คุยได้สักพัก ใจจะค่อยๆ ห่างมาเอง ดีแล้วที่ไม่เลือกความสัมพันธ์แบบที่เหมือนกับกอดหนามเอาไว้ทิ่มแทงใจตัวเอง ถ้าหากอยากมีชีวิตคู่ที่ดีแล้ว ไม่ควรเริ่มต้นจากสัมพันธภาพแบบที่เปื้อนบาปแม้เพียงเล็กน้อยอย่างนี้ค่ะ


เท่าที่สนทนากับลูกค้าหญิงที่เป็นบุคคลที่สามที่ประสบชะตากรรมนี้ หลายคนไม่ได้มีเจตนาทำลายชีวิตคู่ของใคร แต่เกิดจากความไม่ทันระวังพลั้งใจ หลายคนที่พลาดไปแล้วและไม่ยอมถอนตัว ด้วยเข้าใจผิดว่าตัวเองอ่อนแอเกินจะถอยออกมา ซึ่งนั่นไม่จริงเลยค่ะ การออกมาจากจากความสัมพันธ์ที่ผิดนั่นแหละที่จะทำให้เราภูมิใจในตัวเองและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ส่วนการยอมจมแช่ในความรักที่ผิดศีลธรรมนั่นต่างหากที่จะทำให้จิตวิญญาณอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไปทุกวัน


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 2 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:58 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ลูกชายวัยยังไม่ถึงสามสิบปีของดิฉันเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อครึ่งปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้ดิฉันยังทำใจยอมรับไม่ได้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาทำศพให้ลูก ควรจะทำใจอย่างไรให้ผ่านความทุกข์นี้ไปได้คะ



ความตายเป็นเรื่องที่ทุกชีวิตต้องเป็นไปนะคะ แต่ว่าการจากของผู้ที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ก็ทำให้หลายคนอดที่จะสะเทือนใจเป็นพิเศษไม่ได้ จากประสบการณ์ตรงของตัวเองที่ได้ร่วมงานศพของทั้งคุณพ่อ ญาติ เพื่อน และคนที่นับถือกันในฐานะพี่และน้อง บางงานนั้นผู้เสียชีวิตอายุยังไม่ถึง ๑๕ ปีด้วยซ้ำ ได้เคยเห็นความทุกข์ของคุณยายคุณย่าของตนเอง ตลอดจนพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตซึ่งต้องเป็นฝ่ายทำศพให้กับเลือดในอกของตน บางคนถึงขนาดเป็นลมล้มพับไปในงาน เป็นภาพบรรยากาศที่ชวนสะเทือนใจนัก ดังนั้นจึงพอจะเข้าใจได้ว่าการสูญเสียสำหรับผู้ที่ไม่เคยคาดหมายเตรียมใจมาก่อนนั้น ชวนให้เศร้าและหดหู่ปานใดนะคะ




"...เป็นอย่างนี้แหละ ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ให้เราพิจารณาดู ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่หนีมัน มันก็หนีเรา
คนก็เหมือนกัน เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา มันอยู่ที่ใครไปก่อนใครเท่านั้นเอง
บางทีวัตถุก็ไปก่อนเรา บางทีเราก็ไปก่อนวัตถุ
บางทีคนใกล้ชิดเรา เขาก็ไปก่อน บางทีเราไปก่อนเขา
มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม..."



จาก "แลกทุกข์กันไหม?" คำสอนของ พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)


ข้อธรรมข้างต้นนั้น ได้เคยคัดมาไว้คอลัมน์นี้มาก่อนแล้ว ในบทความที่ชื่อว่า “เส้นผมบังภูเขา” (คลิก https://bit.ly/1xe3inr) ซึ่งมีประเด็นหลักว่าด้วยเรื่องของความตายเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความตายของแต่ละบุคคลนั้น ไม่มีเร็วไปหรือช้าไป ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุที่แต่ละคนได้ทำมาทั้งสิ้น เราจึงเคยได้ยินข่าวว่าเด็กน้อยหลายคนเกิดมาพร้อมด้วยโรคประจำตัว ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ หรือบางครั้งเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ก็ยังมี เมื่อพูดถึงความโศกเศร้าเพราะความพลัดพรากด้วยความตายนั้น เชื่อว่าคนที่ใช้ชีวิตมาจนอยู่ในวัยผู้ใหญ่ ไม่มีใครที่ไม่เคยเผชิญ แต่ระดับของความรุนแรงย่อมแตกต่างกันไปตามความสัมพันธ์และความรู้สึกของแต่ละคน หนึ่งในความเจ็บปวดที่สุดก็คงจะไม่พ้นคนเป็นแม่ที่ต้องเป็นฝ่ายจัดงานศพให้ลูกของตัวเองนี่แหละค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณแม่ของคุณคาซึมิ (นามสมมติ) ที่ได้สูญเสียลูกชายวัยยังไม่ถึง ๓๕ ปี (ขอสมมตินามว่าคุณโกโบริ) ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณคาซึมิไปอย่างกะทันหันด้วยโรคภัยไข้เจ็บ ในวันที่ได้สนทนากันนั้นลูกค้าหญิงนัดตรวจดวงเพราะกังวลเรื่องสุขภาพของคุณแม่ที่ยังโศกเศร้าอย่างมากเพราะการจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของคุณโกโบริ ตรวจดวงแล้วก็บอกเธอไปว่ายังไม่น่าจะรุนแรงมากถึงขั้นเสียชีวิตตามลูกชายไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องหากุศโลบายให้ท่านคลายความทุกข์ลง เพราะสภาพจิตใจที่เป็นในปัจจุบันถ้าปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ จากทุกข์ทางใจจะนำไปสู่โรคทางกายได้ในที่สุดค่ะ


ลองเสนอคุณคาซึมิไปว่าถ้าจะปลอบคุณแม่อาจจะลองบอกท่านว่าทุกคนเข้าใจท่านและทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำใจ แต่ก็ขอให้คุณแม่อย่าลืมว่าลูกชายผู้จากไปและลูกคนอื่นที่ยังอยู่ ทุกคนย่อมไม่อยากให้คุณแม่เป็นทุกข์ ดังนั้นต่อแต่นี้ไป เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตัวท่านและคุณโกโบริ ขอให้ท่านคิดว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง อยู่ทำความดี สร้างกุศลเพื่ออุทิศให้กับลูกชายที่ได้จากไปก่อน นอกจากนี้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ก็ควรให้กำลังใจคุณแม่และร่วมกันในการสร้างกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระลึกถึงความตายของเขา เพื่อเป็นเครื่องเตือนให้ตนเองที่ยังมีลมหายใจอยู่ เกิดความไม่ประมาทในชีวิตค่ะ


"...หากระลึกอยู่ได้เนืองๆ จนเกิดมรณานุสติ
มีสติระลึกถึงความตาย เลิกประมาทในวัย
เลิกประมาทว่าอีกนานกว่าจะตาย

ตรงนั้นเท่ากับศพเขาทำคุณใหญ่แก่คุณแล้ว
หากอุทิศส่วนกุศลใหญ่อันเกิดจากการมีใจไม่ประมาทในชีวิตไปให้เขา
ถ้าเขาอยู่ในสภาพที่พร้อมจะรับรู้และอนุโมทนาตาม
ก็ได้ชื่อว่าเขารับส่วนบุญอันยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดถึงเลยทีเดียวครับ"




จาก "ควรปฏิบัติอย่างไร เมื่อมีคนในครอบครัวเสียชีวิต" คำตอบโดย ดังตฤณ
อ่านทั้งบทความ (คลิก https://bit.ly/1GVIqkl)


ให้กำลังใจคุณคาซึมิด้วยว่าช่วงนี้ลูกคนอื่นๆ คงต้องทุ่มเทเวลาเพื่อให้กำลังใจคุณแม่ให้มากๆ เพราะท่านต้องการความรักและความเข้าใจอย่างสูง ควรจะหาเวลาชวนท่านไปทำบุญ แล้วก็จัดเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเพื่อทำให้ท่านอบอุ่นใจ รับฟังเรื่องต่างๆ ให้ท่านรู้สึกสบายใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสอันดีที่จะโน้มนำคุณแม่ให้สนใจธรรมะ เพื่อให้ความสูญเสียนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะถึงอย่างไรทุกสิ่งทุกอย่างที่แต่ละคนเป็นเจ้าของในวันนี้ ไม่ว่ารักแสนรักห่วงแสนห่วงปานใด ก็จะต้องพลัดพรากจากไปหมดเมื่อความตายของแต่ละคนมาถึงอยู่ดีค่ะ


ชีวิตในสังสารวัฏเป็นแบบนี้นะคะ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ได้มาแล้วไม่สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือบุคคล เราไม่จากเขา เขาก็จากเรา แม้จะเป็นธรรมดาของโลกแต่ความพลัดพรากจากกันอันเจอมานับไม่ถ้วนในทุกชาติที่เวียนตายเวียนเกิดมานั้นยังคงทำให้หลายคนทุกข์ทนจนแทบจะทนไม่ได้อยู่ดี สำหรับใครที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้ ขออนุญาตนำคำตอบดีๆ มาฝากนะคะ ได้แก่ "ทำบุญวิธีไหนผู้ล่วงลับจึงจะได้รับกุศลที่ส่งไปให้" (คลิก https://bit.ly/1F2cX2F) และ "วิธีรับมือยามสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก" (คลิก https://bit.ly/1AXLt6Y) (-/\-) ถ้าหากทุกข์นั้นจะเป็นแรงบันดาลใจเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าอนุโมทนาอย่างแท้จริงค่ะ



☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 3 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:53 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – สามีนอกใจดิฉันมาหลายปีแล้วโดยไม่มีท่าทีว่าจะเลิกพฤติกรรมนี้เลย ส่วนเรื่องอื่นๆ เขารับผิดชอบได้ดี ไม่มีปัญหาค่ะ ทุกวันนี้ดิฉันบอกตัวเองว่าให้ทนอยู่เพื่อลูกๆ แต่ก็หลายครั้งที่รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ต้องมาทนอะไรแบบนี้อยู่เหมือนกัน จะคิดอย่างไรให้สบายใจดีคะ


เชื่อว่ามนุษย์คนหนึ่งถ้าได้ตกลงใจใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนแล้ว ก็ย่อมหมายใจให้อีกฝ่ายซื่อตรงมั่นคงต่อตนเพียงผู้เดียว ทว่าด้วยกิเลสของปุถุชน ทำให้หลายครอบครัวต้องพบเจอปัญหาว่าคู่ชีวิตที่เคยรักและไว้ใจ ได้พ่ายแพ้ต่อกิเลส เป็นเหตุให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเป็นวิกฤตของชีวิตสมรส หลายคู่ลงเอยด้วยการหย่าร้างจบปัญหาระหว่างกันไปแบบยังไงก็ทิ้งรอยแผลที่หัวใจเอาไว้ แต่ก็มีอีกหลายคู่ที่ยังต้องอยู่กับสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ไปจากกันด้วยหลากหลายเหตุผล ซึ่งแต่ละคู่ก็มีความแตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณหลี่เจียซิน (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงซึ่งตรวจดวงด้วยกันมาแล้ว เธอถูกยัดเยียดตำแหน่งภรรยาหลวงมาเป็นเวลาเกินห้าปีแล้ว ในคราวนี้เมื่อคำนวณดวงชะตาแล้วก็เตือนลูกค้าไปว่าให้ระวังเรื่องอารมณ์เดือดๆ จะปะทุ กระทบกระทั่งกับสามีง่ายขึ้นกว่าเดิม คุณหลี่เจียซินฟังแล้วก็เล่าให้ฟังว่าทะเลาะกันใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากว่าปัญหาเดิมยังคงมีอยู่ เดิมทีที่อดทนอยู่อย่างสงบมาได้ เพราะยังมีความหวังว่าสามีจะเลิกรากับผู้หญิงอีกคนตามที่เขาเคยบอกไว้ แต่เวลาก็ผ่านไปเกินห้าปีแล้ว เธอค้นพบว่าพวกเขายังไม่ขาดจากกันไปเสียที เมื่อไม่นานนี้ คุณหลี่เจียซินได้สนทนาทางข้อความกับผู้หญิงอีกคนของสามี ฝ่ายนั้นก็บอกว่าเสียใจมากที่ตนเองทำตัวแบบนี้ และสักวันหนึ่งจะจากไปอย่างแน่นอน แต่จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังติดต่อกันอยู่เป็นระยะๆ จนคุณหลี่เจียซินอดรนทนไม่ไหวต้องปะทุอารมณ์ออกมาดังกล่าว


เมื่อเรื่องราวเป็นแบบนี้คุณหลี่เจียซินเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน ทุกวันนี้นอกจากเรื่องนอกใจแล้ว ในส่วนอื่นนั้นสามีและญาติๆ ก็ถือว่าดีกับเธอพอสมควรเลยทีเดียว อีกอย่างคือลูกๆ ที่ยังอยู่ในวัยประถมศึกษาก็รักพ่อมาก ถ้าจะตัดสินใจเลิกราจากกันไปก็สงสารลูกๆ ในเรื่องนี้ก็แนะนำเธอว่าไม่จำเป็นต้องหย่าขาดถ้าเธอไม่สบายใจที่จะทำอย่างนั้น เพราะในสถานะภรรยาหลวง เธอไม่ผิดในแง่ศีลธรรม ในกรณีของเธอนั้น การที่ยังคงสถานะความเป็นสามีภรรยาอยู่ ลูกๆ ก็จะได้ใกล้ชิดพ่อ มีปู่ย่าและญาติๆ ช่วยกันดูแลหลานๆ คุณหลี่เจียซินซึ่งทำงานนอกบ้านด้วย จะได้ลดภาระงานในบ้านลง เรียกว่าจะได้สบายกายขึ้น เพียงแต่ขอว่าอย่าหวังความสบายใจจากชีวิตคู่ ให้เลือกที่จะฝากใจไว้กับธรรมะ ว่าไปแล้วไม่ว่าจะมีชีวิตคู่หรือไม่มี ที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนก็ต้องพึ่งธรรมะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจอยู่แล้วค่ะ เนื่องจากสิ่งภายนอกในโลกนั้นล้วนแปรปรวน ไม่สามารถฝากใจไว้ได้ทั้งสิ้นทั้งปวง


หลังจากที่สนทนากันไป ในที่สุดลูกค้าก็ยอมรับออกมาว่าแม้จะเคยตั้งใจว่าจะอยู่กับสามีจนกระทั่งลูกๆ โตแล้วจึงจะแยกทาง แต่ที่จริงแล้วถ้าเลือกได้ก็อยากอยู่เป็นครอบครัวกันตลอดไปนั่นแหละ เพียงแต่ขัดใจเรื่องการนอกใจ บอกเธอไปว่าตามดวงชะตาแล้วถ้าอยากจะอยู่กันไปจนตายจากกันก็เป็นไปได้ แต่จะให้การันตีว่าจะไม่มีเรื่องนอกใจกันอีกก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ตามปกติปุถุชนไม่ได้มีศีลห้าที่มั่นคงอยู่แล้ว นอกจากนั้นดวงชะตาของคุณหลี่เจียซินเองก็ปรากฏชัดว่ามีปัญหาเรื่องนี้เกิดขึ้นในชีวิตคู่ได้ง่ายอีกด้วย


ลูกค้าระบายความในใจว่าบางครั้งรู้สึกสับสนว่าที่ตัวเองอดทนมาตลอดนั้นมันถูกต้องสมควรไหม ดูเป็นคนโง่ไหมที่ตัดสินใจยอมทนกับสภาพชีวิตคู่แบบนี้ บอกเธอไปว่าถ้าเรื่องแบบนี้ จะต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป ไม่ใช่ว่าแต่ละคู่เมื่อมีปัญหาแล้วจะต้องตัดสินใจเหมือนกัน เพราะเรื่องความรู้สึกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน ชีวิตคู่บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องของคนสองคน แต่หมายถึงครอบครัวทั้งสองฝ่ายและลูกๆ ด้วย ถ้าอย่างไรก็ลองเปรียบเทียบดูว่าถ้าไม่ทำอย่างที่ทำ ถ้าไม่ทนอย่างที่ทน ตัดสินใจแยกทางกันไปเลย เธอเองจะรู้สึกดีหรือเปล่า ลูกค้าตอบกลับมาทำนองว่าก็คงจะต้องรู้สึกแย่เหมือนกันเพราะลูกๆ รักพ่อมาก ถ้าแยกทางกันเธอคงทุกข์ใจที่เห็นว่าลูกจะไม่ได้อยู่ร่วมบ้านกับพ่อของเขา


การเลือกที่จะอยู่หรือไปของแต่ละคู่นั้น ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ซึ่งแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกันค่ะ ในกรณีของคุณหลี่เจียซินนั้น เธอไม่ได้อยากเลิกกับสามี แต่อยากให้เขารักเดียวใจเดียว ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่สมหวัง แต่แม้ว่าสามีจะแอบนอกใจเธอก็ยังไม่ต้องการเลิกกับเขา เนื่องจากหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งก็เพราะสามีมีข้อเสียสำคัญอยู่ประการเดียว ส่วนเรื่องอื่นนั้นถือว่าดีหรืออยู่ในเกณฑ์พอรับได้ทั้งสิ้น รวมทั้งญาติสามีก็ดีกับเธอด้วย ในเมื่อตัวลูกค้าเองยังอยากอยู่กันไปเป็นครอบครัว ยังไม่พร้อมแยกทาง ฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกรณีของคุณหลี่เจียซินซึ่งเลือกที่จะอดทน ก็คือใช้ชีวิตในแบบที่พยายามยกระดับบุญของตัวเอง ด้วยการหมั่นทำทาน รักษาศีล ฝึกเจริญสติ ให้คลายความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง เพื่อให้ความทุกข์รบกวนจิตใจน้อยลงเรื่อยๆ แบบนี้ถึงแม้สามีจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม แต่ลูกค้าก็จะทุกข์น้อยลง มีความสุขด้วยตนเองมากขึ้น แนวทางนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ลูกค้าเองพอใจที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในขณะนี้ คุณหลี่เจียซินฟังแล้วก็ยอมรับว่าเห็นด้วยค่ะ


บางครั้งชีวิตก็ไม่เปิดโอกาสให้เรามีทางเลือกมากนักนะคะ แม้ทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ อาจไม่ใช่ทางที่เราอยากเลือกที่สุดและอาจจะต้องทนฝืนกล้ำกลืนความขม แต่ก็เป็นวิถีทางที่ทำให้ตัวเราและแก้วตาดวงใจเป็นทุกข์น้อยที่สุด บางครั้งจึงจำเป็นต้องเลือกแม้ไม่เต็มใจนักก็ตาม ใครที่กำลังเผชิญปัญหานี้อยู่ หากรู้สึกว่าช่างอึดอัดและทนทุกข์เหลือเกิน ก็ขอให้ใช้ความทุกข์ที่พบเจอเป็นเครื่องเตือนใจให้ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิด แล้วต้องมาพบมาเจอทุกข์สารพัดสารพันแบบนี้อีกนะคะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 4 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:48 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม - เพิ่งออกจากงานประจำมาเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว ตอนแรกคิดว่าดี จะได้มีกิจการเป็นของตัวเองเสียที รู้สึกว่าเหนื่อยและกดดันมากกว่าเดิมอีก หลายครั้งที่คิดว่าไม่น่าเลย รู้อย่างนี้ทำงานกินเงินเดือนแบบเดิมดีกว่า ไม่รู้ว่ามีคนเป็นแบบดิฉันบ้างไหม




"ก้าวแรกของการเป็นนายตัวเอง
ไม่ใช่เตรียมสายป่าน ไม่ใช่คิดวางแผน และยิ่งไม่ใช่ลาออก
แต่เป็นการฝึกควบคุมตัวเองให้อยู่ในวินัยให้สำเร็จได้นานพอ"


- ดังตฤณ



เชื่อว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่มีเหตุผลในการคิดที่จะลาออกจากงานประจำ คิดอยากทำธุรกิจส่วนตัว “เป็นเจ้านายตัวเอง” ซึ่งอันที่จริงแล้วถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ต้องการ ได้ทำงานของตัวเองจริงๆ แต่เรื่องที่ว่าจะสบายกายหรือสบายใจกว่าทำงานประจำนั้น อาจจะไม่จริงเสมอไปค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณแพนเทร่า (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงที่ตามดวงชะตาแล้วมีความเป็นผู้นำ ทำงานด้วยความตั้งใจสูง อดทนและขยันขันแข็ง อีกทั้งเป็นคนที่พร้อมรับความเสี่ยงพอสมควร จึงสามารถที่จะทำกิจการส่วนตัวได้ไม่ยากนัก เมื่อประมาณปีสองปีที่แล้ว เธอได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมาทำธุรกิจ ในวันที่นัดตรวจดวงกันนั้น หลังจากอ่านดวงชะตาก็บอกลูกค้าไปว่าคงจะเหนื่อยหน่อยนะคะช่วงนี้ คุณแพนเทร่าตอบว่าเหนื่อยจริงๆ เนื่องจากทำธุรกิจสองอย่างซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แถมยังต้องดูแลครอบครัวอีกต่างหาก โดยได้กู้ยืมเงินจากธนาคารมาทำธุรกิจด้วย ดังนั้นจึงมีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายคืนเป็นประจำ บอกลูกค้าไปว่าในช่วงสามปีจากนี้ไปอาจจะต้องลุ้นมากหน่อยว่าจะไม่ขาดทุนในแต่ละเดือน ลูกค้าให้ข้อมูลว่าโดยรวมแล้วก็คือปริ่มๆ มีลุ้นกันทุกเดือนอย่างที่ว่ามานั่นแหละ ตอนนี้บางทีก็นึกเสียดายว่าตอนทำงานประจำชีวิตสบายกว่านี้ ไม่น่าออกมาทำธุรกิจเองเลย เหนื่อยกว่าเดิมเสียอีก


ฟังแล้วก็ตอบลูกค้าไปว่า “ในตอนนั้นที่ตัดสินใจจะลาออกมาทำธุรกิจ คุณก็คิดไม่ใช่หรือคะว่า ‘พอแล้ว เราหมดไฟในการทำงานประจำแล้วละ ออกมาทำของตัวเอง เป็นนายตัวเองดีกว่า ถึงจะเหนื่อยแต่มันก็เป็นงานของเราจริงๆ’ ตอนนั้นคิดแบบนี้นี่คะ” ที่ทายใจได้ถูกเนื่องจากความคิดทำนองนี้ได้ฟังจากลูกค้าและคนรู้จัก ตลอดจนได้อ่านผ่านตาในอินเตอร์เน็ตมาตลอดค่ะ ลูกค้าตอบว่าใช่ ตอนนั้นคิดแบบที่ว่ามานั่นแหละ แต่ตอนนี้มันเหนื่อยและเครียด ฟังแล้วก็ให้กำลังใจไปตามจริงที่ปรากฏในดวงชะตา ใจความโดยสรุปว่าสู้ต่อไปเถอะค่ะ รอดแน่นอน ถึงจะมีช่วงที่ฝืดไปบ้างแต่ถ้ายังอยู่สู้ไม่ถอย สุดท้ายจะผ่านไปจนได้ค่ะ


แม้ว่าไม่มีงานใดๆ ในโลกที่มั่นคงอย่างแท้จริง และเท่าที่รับฟังข้อมูลทั้งจากลูกค้าและจากแหล่งอื่นๆ ขอสรุปความแบบไม่ได้เหมารวมไปทุกธุรกิจ ได้ว่าการทำกิจการส่วนตัวนั้นทำให้ได้มีอิสระทางความคิด มีโอกาสในการเจริญเติบโต ฝึกความอดทน พัฒนาศักยภาพทั้งการวิเคราะห์ การวางแผน การบริหารจัดการต่างๆ อย่างหลากหลาย เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังใจและยอมรับความเสี่ยงต่างๆ ไว้ด้วยตัวเอง สำหรับเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังไม่มีฐานลูกค้าที่มั่นคงแล้ว บางวันก็แทบไม่มีเวลาพักรับประทานอาหาร ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์หรือหยุดตามเทศกาล ทำงานแบบไม่มีค่าล่วงเวลา เปรียบเทียบกับสมัยที่ทำงานประจำอาจจะลากิจลาป่วยได้บ้าง แต่พอมาเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วแต่ละวันที่หยุดก็คือรายได้ที่หดหายไป แต่ต้นทุนค่าเช่า (ถ้ามี) ค่าจ้างลูกน้อง (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายอื่นๆ จิปาถะ (ยังไงก็ต้องมี) ยังคงต้องจ่ายออกไปเหมือนเดิม หลายคนที่สายป่านไม่ยาว เงินสำรองไม่มากนัก เหนื่อยงานแล้วจึงยังต้องเหนื่อยหมุนเงินด้วย อยากจะหยุดแล้วแต่ก็ทำไม่ได้ ด้วยเพราะลงทุนลงแรงไปแล้ว หนี้สินก็ยังจ่ายไม่หมด แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคงมั่นใจจะไปต่อค่ะ


แต่ธุรกิจส่วนตัวก็มีข้อดีหลายข้อนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เช่น ถ้าทุ่มเทมากก็ (มีโอกาส) จะได้มาก บางคนที่ได้ทำธุรกิจที่ตัวเองมีใจรักมีความถนัดอยู่แล้ว ได้ลูกน้องหรือผู้ช่วยที่ดี และถ้าโชคดีอีกคือคู่แข่งไม่มากนัก หรือมีลูกค้าประจำภายในเวลาไม่นาน แบบนี้จะเหนื่อยน้อยลง แล้วก็มีอยู่เหมือนกันที่เจ้าของกิจการไม่อยากลาพักเลย เพราะทำงานที่รัก จึงดำเนินธุรกิจด้วยความสุขสนุกเมื่อทำงาน ที่สุดแล้วหากว่ากิจการประสบความสำเร็จ ถึงตอนนั้นเจ้าของธุรกิจก็จะมีรายได้ที่มั่นคง สามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตเลือกจัดสรรเวลาของชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้ง่ายกว่าการทำงานประจำ แต่ในทางกลับกันถ้าธุรกิจนั้นถึงทางตัน ก็อาจลงเอยด้วยการเป็นหนี้ มีบางคนเล่าให้ฟังว่าต้องกลับไปสมัครงานประจำเพื่อหาเงินใช้หนี้ก็มีค่ะ เรียกว่าเป็นนายตัวเองมีแนวโน้มที่จะเหนื่อยกว่า แต่ก็มีโอกาสสร้างความร่ำรวยง่ายกว่าการกินเงินเดือนเช่นกันค่ะ


จะเห็นได้ว่าชีวิตและการทำงานนั้นมีทางเลือกที่หลากหลาย และแต่ละทางก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป ดังนั้นจึงไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะเป็นเจ้าของกิจการ และไม่ใช่ทุกคนเช่นกันที่ควรจะเลือกทำงานประจำไปตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ความพอใจและความเหมาะสมของแต่ละบุคคลและสถานการณ์ของชีวิตค่ะ อย่างไรก็ตามไม่ว่าวันนี้ใครจะทำงานอะไรอยู่ ขออวยพรให้มีความสุขกับชีวิตการทำงานนะคะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 5 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:46 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กสาวจบปริญญาหมาดๆคนหนึ่ง ได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนย่านใจกลางกรุงเทพฯ งานนี้ถือเป็นงานแรกสำหรับเธอ เธอตั้งใจไว้ว่า เงินเดือนเดือนแรกของเธอจะให้ผู้ซึ่งเป็นบุพพการีทั้งจำนวนเพื่อถือเป็นการตอบแทนที่ท่านได้เลี้ยงดูจนมาถึงทุกวันนี้ ความฝันของเด็กสาวคนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากหนุ่มสาวในวัยเดียวกันมากนัก แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจ ในช่วงแรกๆเธอคิดจะหาประสบการณ์จากการทำงานไปซักพัก ค่อยเริ่มคิดว่า ในอนาคตข้างหน้าอาจจะออกไปเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องทำงานให้ใคร แต่ไปๆมาๆก็ลังเลว่าพนักงานเงินเดือนก็ไม่ได้มีความเสี่ยงมากเท่ากับการประกอบกิจการของตัวเอง ถึงจะไม่รวยล้นฟ้า แต่ก็ไม่น่าจะเครียดกว่าออกไปทำธุรกิจส่วนตัวแน่ๆ คิดไปคิดมา เธอก็ดึงสติกลับมาได้ว่า มันเป็นเรื่องของอนาคต ในเมื่อตอนนี้ยังมีเวลา ก็ใช้เวลาในวันนี้ให้ดีที่สุดไปก่อน แล้วค่อยไปว่ากันทีหลังเมื่อถึงเวลา

ผ่านไป ๓ ปี จากเด็กสาวก็กลายเป็นหญิงสาว แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือ เธอยังคงทำงานที่เดิม และยังตั้งใจจะใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุดเหมือนวันนั้นที่เคยตั้งใจไว้ สิ่งที่ยังเหมือนเดิมในวันแรกที่เธอเข้าทำงานก็คือ เธอยังไม่มีเงินเก็บ แต่ตอนนี้เธอยังไม่รู้สึกว่าเดือดร้อนอะไรครับ สาเหตุที่เธอไม่ได้เดือนร้อนอะไรก็เพราะ เธอคิดว่าในช่วงแรกของการทำงาน ใครๆก็บอกว่าเงินเดือนยังน้อย ไม่จำเป็นต้องรีบเก็บ ไม่จำเป็นต้องรีบออม พอโตขึ้น ตำแหน่งหน้าที่การงานดีขึ้น เดี๋ยวเราก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเอง พอรายได้เพิ่มขึ้น วันนั้นเราต้องเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นแน่ๆ

จากโพลสำรวจของตัวผมเอง ได้ข้อสรุปว่า ไม่ใช่ทุกคนที่เงินเดือนเพิ่มขึ้น แล้วเงินเก็บจะเพิ่มขึ้นตามเงินเดือนนะ เช่นเดียวกัน ไม่มีใครการันตีได้ว่า การที่เราทำความดี แล้วเราจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เพราะทั้งการมีเงินเก็บ และการบรรลุธรรมขั้นสูง ต่างก็ไม่ได้เกิดจากเหตุและปัจจัยเพียงแค่อย่างเดียว แต่เกิดจากเหตุและปัจจัยหลายอย่างรวมกัน



ทำไมเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่เงินเก็บในบัญชีธนาคารยังไม่เพิ่มขึ้น? หนึ่งตัวอันตรายที่คอยดึงเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ของเราโดยไม่รู้ตัวก็คือ บัตรเครดิต (Credit Card) นั้นเอง ผมไม่ได้บอกว่าบัตรเครดิตมีแต่ข้อเสียนะครับ ข้อดีของบัตรเครดิตก็มีเยอะแยะ


๑. ใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาสูงๆ โดยไม่ต้องพกเงินสดให้ตุงกระเป๋า
๒. ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน กรณีที่เราเกิดปัญหาและต้องการเงินสดทันที
๓. มีระยะเวลาให้ชำระเงินที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม ไม่คิดดอกเบี้ยสูงสุดนานถึง ๔๕ วัน ต่างจากการซื้อสินค้าและบริการโดยใช้เงินสด เพราะจะต้องชำระค่าสินค้าทันที
๔. ใช้ชำระค่าสินค้าและบริการในกรณีเดินทางไปต่างประเทศ (เพราะต่างประเทศส่วนใหญ่ เขาไม่รับชำระสินค้าด้วยสกุลเงินบาท) แต่บัตรเครดิต เมื่อชำระค่าบริการจะถูกแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลประเทศที่เราไป ให้เป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับให้ชำระได้ตามกฎหมายของประเทศนั้น
๕. สะสมคะแนนเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไว้แลกส่วนลด หรือของสมนาคุณ โดยที่เราเองจะต้องการหรือไม่ต้องการของสิ่งนั้นก็ตามแต่


นับข้อดีไปๆมาๆก็ได้ถึง ๕ ข้อ งั้นตกลงใจสมัครบัตรเครดิตวันนี้เลยก็ถือว่าโอเคใช่มั้ย?


หญิงสาวกลับไปสำรวจตัวเองว่า ผ่านไป ๓ ปี ทำไมเหมือนเดินย้ำอยู่กับที่ ถ้าไม่มีเงินเก็บ แล้วจะออกมาทำธุรกิจส่วนตัวได้อย่างไร หรือถ้าจะทำงานกินเงินเดือนต่อไปโดยใช้ชีวิตแบบเดิม ก็เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายอยู่ดี คิดได้ดังนั้นก็เปิดกระเป๋าสตางค์และสำรวจทันที สิ่งที่พบในวันนี้คือสิ่งเดิม แต่การรับรู้ของเธอกลับเปลี่ยนไป เธอพบว่า ตัวเองพกบัตรเครดิตถึง ๔ ใบ จากหลายๆสถาบันการเงิน ...หรือเป็นเพราะสิ่งนี้เองที่ทำให้เธอไม่เคยเก็บเงินอยู่เลย

ถ้าลองดูข้อดีของการพกบัตรเครดิตที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมด ๕ ข้อข้างต้น จะพบว่า การพกบัตรเครดิตถึง ๔ ใบ ไม่ได้ช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากมันเพิ่มขึ้นมากนัก จะยกเว้นก็แต่ข้อ ๕. ที่แต่ละใบให้ส่วนลดและของสมนาคุณที่แตกต่างกันไปบ้าง แล้วทำไมต้องพกถึง ๔ ใบ ทั้งๆที่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลแล้ว ใครๆก็รู้ว่า มันคือการเพิ่มภาระชัดๆ เหตุผลง่ายๆก็ยกตัวอย่างเช่น สมัครง่าย ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี, ได้ของแถมตอนสมัครครั้งแรก, เผื่อๆไว้เพราะบัตรนั้นลดอันนี้ไม่ได้ ส่วนบัตรนี้ไปเอาส่วนลดอันนั้นได้ ฯลฯ มันคงไม่เป็นอะไรมากหรอกครับถ้าเราแค่พกไว้เฉยๆแล้วไม่ได้ใช้อะไร แต่ที่เก็บเงินไม่อยู่ ก็เพราะเรายอมเป็นหนี้บัตรเครดิตต่างหาก สิ่งนี้สำคัญนะ


บัตรเครดิต ทำให้เราสามารถซื้อสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเกินกว่ารายได้ของเรา ยกตัวอย่างเช่น ซื้อกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ซื้อมือถือ iPhone รุ่นใหม่ ซื้อเฟอร์นิเจอร์ครบชุดมาไว้ในห้องรับแขก สิ่งเหล่านี้ บัตรเครดิตให้คุณได้ด้วยการดูดรายได้ในอนาคตของคุณมาใช้ก่อน ผู้ขายสินค้าก็แสนจะฉลาด อนุญาตให้เราแบ่งจ่ายรายเดือน คิดดอกเบี้ยน้อยๆ หรือบางทีก็ไม่คิดดอกเบี้ยเลยก็มี ยอดชำระก้อนใหญ่ๆ พอแบ่งเป็น ๖ งวดบ้าง ๑๒ งวดบ้าง ก็ดูน้อยลงทันที ใครบ้างล่ะจะไม่อยากซื้อ จ่ายเงินไปยังไม่เต็มจำนวน แต่ได้สินค้ามาใช้ก่อน โอ้ว... ฉันฉลาดจริงๆ


หญิงสาวรีบวิ่งขึ้นห้องนอน หาใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตมากางดู แทบจะเป็นลม เพราะตอนนี้ยอดค้างชำระเดือนหน้า สูงกว่าเงินเดือนที่เธอได้รับเสียแล้ว สาเหตุเป็นเพราะ เธอใช้จ่ายเกินตัวในบางเดือน และพอถึงรอบการชำระหนี้บัตรเครดิตที่ผ่านมา เธอชำระไม่เต็มจำนวน เมื่อชำระไม่เต็มจำนวน เงินส่วนที่ค้างชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยและรวมไปจ่ายในรอบบัญชีถัดไป ด้วยดอกเบี้ยทบต้นที่สูงกว่า ๑๕%!! ทำผิดพลาดแค่ครั้งสองครั้ง กลับกลายเป็นมีหนี้ก้อนโต สินค้าที่หรูหราราคาแพง ที่เหมือนจะมาสร้างความสุขให้กับเราแน่ๆ หากเราได้มาเป็นเจ้าของ มาตอนนี้กลับกลายเป็นนำทุกข์มาให้แทน มาถึงตรงนี้ อนาคตที่หญิงสาวคิดไว้ว่าจะหาทางเก็บเงิน สร้างฐานะ เพื่อสะสมไว้เปิดร้านกาแฟของตัวเอง กลับกลายเป็นต้องมาทำงานชดใช้หนี้บัตรเครดิตที่ตัวเองสร้างขึ้นมาแทน ข้อเสียของบัตรเครดิตจากเหตุการณ์นี้ก็คือ


๑. บัตรเครดิตไม่เคยเตือนเราว่า ตอนนี้เราได้ใช้จ่ายไปเกินกำลังของเราแล้วหรือไม่ มีแต่เราที่ต้องเตือนตัวเอง

๒. การใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้า บ่อยครั้งเราตัดสินใจง่ายกว่าการใช้เงินสดซื้อ ทำให้เรามีโอกาสที่จะซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น

๓. หากชำระค่าใช้จ่ายไม่เต็มจำนวน ดอกเบี้ยที่ถูกคำนวณจากยอดค้างชำระจะสูงมาก ทำให้แบกภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เหมือนกับเราซื้อสินค้าในราคาที่แพงกว่าปกติจากดอกเบี้ยที่ต้องชำระไป


ถ้ามองในเชิงปริมาณ ข้อดี ๕ ข้อ หักลบข้อเสีย ซึ่งมีแค่ ๓ ข้อ ก็เท่ากับยังเหลือข้อดีอีกตั้ง ๒ ข้อ เพราะฉะนั้น บัตรเครดิตมีข้อดีกว่าข้อเสีย คิดอย่างนี้ได้ไหม? ไม่ได้นะครับ อย่าเข้าข้างตัวเองเด็ดขาด ข้อดี ๕ ข้อ บางคนก็ไม่ได้ทั้งหมด ๕ ข้อนั้นนะ ต่างประเทศก็แทบไม่เคยได้ไป คะแนนสะสมก็ไม่เคยรู้ว่าตอนนี้มีอยู่เท่าไหร่ แถมข้อเสียของการใช้บัตรเครดิตนั้น กระทบกับการวางแผนการเงินในอนาคตอย่างมากนะ ตกลงหญิงสาวต้องทำอย่างไรกับชีวิตต่อไปดี?


ประการแรกเลยคือ ลดจำนวนบัตรเครดิตในกระเป๋าลง เพราะการมีบัตรเครดิตหลายใบ บางครั้งเวลาใบแจ้งหนี้ส่งมาถึงบ้าน ตัวเราเองจะไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เห็นพร้อมๆกันทั้ง ๔ ใบ จนอาจคิดเข้าข้างตัวเองได้ว่า ตัวเองยังมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยเหมือนเดิม แต่เรื่องจริงคือ ยอดหนี้เกินเงินเดือนไปแล้ว

ประการที่สอง คือ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายใหม่ทันทีครับ การใช้บัตรเครดิตให้มีประสิทธิภาพและไม่กระทบกับแผนการเงินของเราก็คือ ชำระเงินค่าบัตรเครดิตครบทั้งจำนวนให้ตรงวันครบกำหนดชำระ เพื่อหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยอันใหญ่โตมโหฬารที่จะตามมา

ประการสุดท้าย มีสติ จริงๆถือว่าสำคัญที่สุดใน ๓ ประการ หากเราระลึกรู้ถึงผลของการใช้จ่ายตามใจสุรุ่ยสุร่าย และมองเห็นข้อเสียที่จะตามมาหลังจากยื่นบัตรเครดิตให้พนักงานเขาเอาไปรูดแล้ว อย่างน้อยเราก็ไม่ใช้อารมณ์ตัดสินใจว่า อยากซื้อ หรือไม่อยากซื้อ แต่เราจะใช้เหตุผลในการตัดสินใจว่า ควรซื้อ หรือไม่ควรซื้อ ถ้าหมั่นเจริญสติบ่อยๆ ก่อนจะได้นิพพาน ผลข้างทางที่เกิดจากการเจริญสติ ยังทำให้เราใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผลด้วย ใครที่เห็นว่าวางแผนการเงินเป็นเรื่องยาก เก็บเงินยาก จริงๆมีแค่ตัวเดียว ก็เปลี่ยนชีวิตเราทั้งชีวิตเลยครับ “สติ” นั้นเอง ดังคำกล่าวที่ว่า สตินั้น จำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ


โดย Mr.Messenger
ที่มา https://bit.ly/2RWv47N

 6 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:42 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
คนคนหนึ่ง
มักมีภาพความจำภาพหนึ่ง
เป็นเครื่องหมายของความเหงาในชีวิต

สำหรับหลายคน
อาจเป็นภาพตัวเองเดินคนเดียวบนชายหาด
คิดถึงใครอีกคนเกินทน
แต่สำหรับบางคน
อาจเป็นภาพตัวเองหัวเราะแอบเศร้า
อยู่ท่ามกลาง ‘เพื่อน’ มากมายในโซเชียลมีเดีย

คนส่วนใหญ่ทนความเหงาไม่ได้
เหมือนมันเป็นฟองเชื้อโรคขนาดใหญ่ฟองหนึ่ง
ที่ค่อยๆเพาะตัวโตขึ้นห่อหุ้มชีวิต
ทั้งคุกคาม ทั้งกัดกิน กระทั่งบีบหัวใจให้เล็กลง
ขนาดยอมเลือกใครก็ได้ที่ผ่านมา
ใครก็ได้...
ขอแค่ช่วยอัดฉีดหัวใจให้พองโตขึ้นไปวันๆเถอะ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ความเหงามักทำให้หลงผิด เลือกพลาด
ความเหงาทำให้คนเราสายตาสั้น
นึกว่าการคุยกระจุ๋งกระจิ๋ง
เป็นเรื่องเดียวกันกับการใช้ชีวิตคู่
จึงกระโจนไปใช้ชีวิตคู่
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือกัน
พบเจอแต่ชีวิตคู่ที่ห่วยแตกกันเกือบหมด

ความลับที่ไม่ค่อยมีใครทราบก็คือ
เพียงหันกลับไปทำความเข้าใจดีๆ
กับภาพความเหงาที่ฝังใจ ฝังจำของตัวเอง
คนคนหนึ่งก็ถอดความเหงาออกจากใจ
ด้วยตัวเองได้อยู่แล้ว
ไม่เห็นต้องด่วนเลือกผิดๆ
ไม่ใช่ตัดสินแค่คุยหายเหงาได้ก็เอาแล้ว
เข้ากันได้ไม่ได้ไม่สน
เจอคนเหลวไหลหลายใจแค่ไหนไม่แคร์
ยังไงคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ก่อน

วิธีเผชิญหน้าความเหงาให้หายเหงา
เริ่มจากทบทวนง่ายๆว่า
ที่สุดของความเหงา
คุณอยู่กับเงาภาพตัวเองแบบไหน
นั่งก้มหน้านิ่ง ซึมกะทือคนเดียวในห้องสลัว
พิมพ์ข้อความเอื่อยเฉื่อย ใจลอยหาคนที่ไม่มีตัวตน
เดินทอดน่องมโนว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่ที่ไม่มีทางเป็น
นั่งทำหน้าซื่อๆเซ่อๆ โทษฟ้าโทษดินแบบไม่ระบุชื่อ
ฯลฯ

จากนั้น มีสติอยู่กับภาพนั้นให้ชัด
แล้วบอกตัวเองว่านั่นเป็น
‘ณ ขณะแห่งความหลงผิด’ ในชีวิต
ยึดเอาภาพผิดๆมาปิดหูปิดตา
ซุกจิตซุกวิญญาณไว้ในช่องมืดอุดอู้

เมื่อเกิดสติเห็นจิตที่เงียบเหงาเศร้าสร้อย
คุณจะรู้สึกเหมือนตื่นขึ้นรู้ความจริงว่า
ดวงจิตดวงนั้น คือปากประตูเข้าทางลำบาก
คดเคี้ยวเลี้ยวลด และนำไปสู่ป่ารกชัฏ

เมื่อรู้สึกเหมือนตัวเองตื่นขึ้นเป็นคนตาสว่าง
คุณจะเห็นตัวเองนั่งหายใจอยู่แบบไม่ต้องเหงาก็ได้
หรือเห็นตัวเองมีความคิด มีภาพแบบอื่น
ผ่านเข้ามาในหัว ชนิดไม่ต้องพึ่งพาหาใครก็ได้

และพอเกิดภาพ ‘หายเหงาฉับพลัน’ บ่อยๆ
คุณจะรู้สึกไปอีกอย่าง คือ มีอะไรให้คิดอีกมาก
มีปัจจุบันที่เป็นประโยชน์แบบอื่น
มีอนาคตให้วางแผนเป็นรูปเป็นร่าง
มีอดีตให้ขุดคุ้ยมาแบเป็นบทเรียน
ค่อยๆคิด ค่อยๆพูด ค่อยๆเขียนถึงสิ่งเหล่านั้น
จนกว่าร่างกายจะเลิกนิ่งบื้อในท่าเหงา
เกิดแรงขับดันให้รู้สึกว่า
ต้องลุกขึ้นทำอะไรที่แตกต่างเสียที
นั่นแหละ! ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ถอนจิตถอนใจออกจากหล่มความเหงาเสียได้
ไม่ต้องด่วนหาคู่ผิดให้นั่งคิดมากจนตัวตายก็ได้!

โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y94r23e6

 7 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:37 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ผู้หลีกเลี่ยงการเจริญมรณสติ
คือผู้ที่มักขาดสติก่อนตาย
การไม่เจริญมรณสติจึงเป็นทุกข์
ส่วนผู้หมั่นเจริญมรณสติให้มาก
คือผู้มีสติดีกับการจากไป
การเจริญมรณสติจึงเป็นสุข

ผู้ที่เห็นความตายเป็นอัปมงคล ไม่ควรนึกถึง
คือผู้ที่ใช้ชีวิตอย่างประมาท หลงนึกว่าจะอยู่ไปเรื่อยๆ
ส่วนผู้ที่เห็นความตายเป็นความจริง เป็นธรรมดา
จะนึกถึงวันตายเรื่อยๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
ตระเตรียมเสบียงกรังไว้ให้ครอบครัว
กับทั้งตระเตรียมเสบียงบุญไว้ให้ตนเอง

ผู้จะฝึกเจริญมรณสติเพียงในระดับความคิด
อาจเริ่มง่ายๆด้วยการถามตนเองว่า
ถ้าต้องตายในนาทีนี้ เราจะนึกถึงอะไร?
การเตรียมใจไว้ล่วงหน้าสำคัญมาก
เพราะเมื่อถึงเวลาจริง จิตจะได้มีทิศทาง
มีที่เกาะ หรือมีที่พึ่งอันสุกสว่างจากกลางใจ
ไม่ใช่ต้องมามัวลังเลอยู่
บนทางสองแพร่ง หรือร้อยแพร่ง
คำแนะนำที่ดี คือ ให้ระลึกถึงบุญที่เคยทำแล้วชื่นใจที่สุด
นึกถึงทีไรแล้วเบาอก หัวโล่ง ล้นสุขเหนือสิ่งอื่นใด

ผู้จะฝึกเจริญมรณสติให้ถึงระดับจิต
อาจอาศัยสถานการณ์น่าหวาดเสียวบางอย่าง
เช่น ขณะนั่งอยู่ในรถที่แล่นเร็ว
ลองนึกว่าถ้าจะเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำคอหักตายเดี๋ยวนี้
ใจเราจะประหวั่นสั่นไหวหรือสงบนิ่งเป็นปกติได้?
หรือขณะล่องเรืออยู่ในห้วงน้ำใหญ่ คลื่นลมแรง
ลองนึกว่าถ้าเรือล่ม เป็นเหตุให้ขาดใจตายในน้ำ
ใจเราจะดิ้นรนหรือสงบระงับ?
หรือขณะอยู่บนเครื่องบินที่ตกหลุมอากาศ ฟ้าคะนอง
ลองนึกว่าถ้าเครื่องตก ต้องร่างกายแหลกเหลว
ใจเราจะประหวั่นพรั่นพรึงหรือสงบได้ไม่หวั่นไหว?
คำแนะนำที่ดี คือ ให้สังเกตว่า
คุณสะกดจิตตัวเองให้สงบสุขไม่ได้
ถ้าสะสมบาปไว้มาก พอจวนตัว ใจจะดิ้นรน หวาดกลัว
แต่หากสะสมบุญไว้พอ เมื่อถึงคราว ใจจะนิ่งเย็น อบอุ่น

ผู้ต้องการฝึกเจริญมรณสติให้ถึงระดับปัญญา
ต้องเจริญสติมาตามลำดับ
รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก กระทั่งเกิดสมาธิ
เห็นลมหายใจด้วยจิตเหมือนตาเห็นรูป
แล้วเห็นกายอันเป็นที่เข้าออกของลมหายใจนี้
ทั้งขณะกายนิ่ง ทั้งขณะกายเคลื่อนไหว
กระทั่งรู้ว่า ภายใต้เนื้อหนังห่อหุ้ม คือตับไตไส้พุง
เห็นซึ้งว่าตับไตไส้พุง คือธาตุดิน
น้ำลาย น้ำเลือด น้ำเหลือง คือธาตุน้ำ
ลมหายใจเข้าออก คือธาตุลม
ไออุ่นที่แผ่ไป คือธาตุไฟ
โพรงว่างและช่องกลวงต่างๆ คือธาตุอากาศ
และเห็นว่าผู้รู้ผู้ครองร่าง คือธาตุวิญญาณ
เมื่อเห็นชัดเช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ
ด้วยการทำไว้ในใจว่า ธาตุทั้งหลายไม่เที่ยง
คุมรูปอยู่ได้ด้วยวิบากกรรมและอาหารเป็นคำๆ
ในที่สุดต้องเสื่อมสภาพลงเป็นธรรมดา
ด้วยปัญญาเห็นธรรมชาติความจริงเช่นนั้น
ในที่สุดจะเกิดการแสดงทางธรรมชาติของกาย
มีผมหงอก มีฟันหลุด
มีกระดูกเป็นท่อนๆแยกจากกันแบบต่างคนต่างไป
แล้วมีความเน่าเปื่อยผุพัง กลายเป็นผงหายวับ
แล้วกลับคืนรูปใหม่ วนไปเวียนมา
จนกว่าจิตจะแจ่มแจ้งเป็นอิสระจาก
ความเป็นกายและความเป็นศพ
รู้ว่ากายและศพไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวใคร ไม่ใช่ตัวเรา
แจ่มแจ้งว่าเมื่อพ้นอุปาทานถึงขีดสุด
จะเป็นผู้รอดจากการตาย
เพราะรอดจากการเกิดใหม่
ที่ใดไม่มีความเกิด ที่นั้นย่อมไม่มีความตาย!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y9w94edg


 8 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:34 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
แค่รูปสมบัติอย่างเดียว
ก็อาจขโมยหัวใจใครต่อใคร
ชวนฝันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

แค่ทรัพย์สมบัติอย่างเดียว
ก็มีอำนาจทำให้ใจอ่อนได้
ขอให้มาในเวลาที่ต้องการเถอะ

แค่ความเหงาอย่างเดียว
ก็ทำให้คนที่เฉียดเข้ามาใกล้
กลายเป็นคนที่ ‘น่าจะใช่’ โดยพลัน

แค่ความรู้สึกถูกชะตาอย่างเดียว
ก็ทำให้เผลอไม่สนอะไรอื่น
ขอแค่ตื่นขึ้นมาแล้วเจอกันก็พอ

ชายหญิงมีแรงดึงดูดกันและกัน
ในทางใดทางหนึ่งเสมอ
แต่ข้อเท็จจริงคือ
มนุษย์คือสิ่งมีชีวิต
ที่อยู่คู่กันตลอดรอดฝั่งได้ยากมาก
แค่ช่องว่างหรือความต่างทางวิธีคิดนิดเดียว
ฝืนทนอยู่ด้วยกันนานไป
ก็แทบอยากฆ่ากันตายกันไปข้างแล้ว

การที่จะ ‘ดึงดูด’ ให้คนสองคนมา ‘ประกบติด’ เป็นคู่แท้
ไม่ใช่เรื่องรูปงาม ไม่ใช่เรื่องทรัพย์สมบัติ
ไม่ใช่แค่ความอบอุ่นใจ และไม่ใช่แค่ถูกชะตา
แต่ต้องรู้สึกเข้ากันได้ สบายใจ
และเต็มใจอยู่ร่วมกันไปเรื่อยๆ

อะไรเช่นนั้น เกิดจาก ‘บุญ’ ล้วนๆ!

คงเข้าใจง่ายขึ้นหากกล่าวว่า
‘บุญ’ คือความสุขที่เกินกว่าสุขทางเพศรส
‘บุญ’ คือความรู้สึกว่าอยู่ใกล้แล้วสว่างโล่งโปร่งใส
‘บุญ’ คือความปรีดาที่ได้ดีเพราะกันและกัน
‘บุญ’ คือปีติสุขทางใจที่เพิ่มพูนให้มากขึ้นได้เรื่อยๆ

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินซื้อ
แต่เกิดจากการรินน้ำใจให้กันทีละวัน

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากการดีแต่พูด
ทว่าเกิดจากการพูดแต่ที่ดีๆ

‘บุญ’ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายใดบีบคอทวงสัญญา
แต่เกิดจากการรักษากติกาทางใจร่วมกัน

กล่าวโดยย่นย่อ
‘ใจ’ อันเป็นบุญเท่านั้น
ที่รักษาภาวะคู่ไว้ได้จริง!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y9c4mya7

 9 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:32 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
การไปทำบุญที่วัดด้วยกัน
คือเครื่องใหม่ของการผูกบุญ
ให้ได้เป็นคู่บุญที่แท้
เพราะความรู้สึกของการทำบุญคู่กัน
เป็นความรู้สึกเด่นชัด
ที่ใหญ่กว่าภาพของการ
อยู่คู่กันเพียงชีวิตเดียว
ใครผ่านความรู้สึกนั้นมาจะเข้าใจ

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนสองคน
มีความรู้สึกต่อกันอย่างหนึ่ง
ก่อนไปถึงวัดเสมอ
อาจจะเรียกความรู้สึกนั้นว่า
‘ความรู้สึกที่บ้าน’ ก็ได้

ความรู้สึกที่วัด
ไม่ใช่ยางลบความรู้สึกที่บ้าน
แต่จะเหมือนตะปูตอกย้ำมากกว่า
ความรู้สึกที่บ้านมีมาอย่างไร
ความรู้สึกที่วัดก็ทวีคูณขึ้นอย่างนั้น

ก่อนออกจากบ้าน
ถ้ามีความรู้สึกระหองระแหงกัน
ไม่มีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แนวโน้มคือระหว่างเดินทาง
จะมีเหตุให้อยากระบายโทสะใส่กัน
พอไปถึงวัด ก็มีเรื่องขวางหูขวางตากัน
ระหว่างทางกลับบ้าน ก็งอนๆเงียบๆกันไป

หรือแม้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
แต่ก่อนออกจากบ้าน
ถ้าคนหนึ่งอยากไปวัด
อีกคนต้องฝืนใจไปวัด
แปลว่าเมื่อไปถึงวัด
คนหนึ่งอาจมีใจอิ่มบุญ
ขณะที่อีกคนอาจใจเปื้อนมลทิน
จากความหงุดหงิดเล็กๆ
หรือความโมโหใหญ่ๆก็ได้
แค่นี้ก็นับเป็นบุญที่ไม่เสมอกัน
ไม่กลมกลืนกัน ไม่เป็น ‘บุญคู่’ กันแล้ว

การเตรียมความรู้สึกที่บ้านให้พร้อม
จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเต็มใจเข้าห้องพระด้วยกัน
มีความสุขจากการผสานเสียงสวดเข้ากัน
ไม่อยากตั้งป้อมสาดเสียงด่าใส่กัน
เกิดแรงบันดาลใจร่วมกันที่จะต่อยอด
ไปเกื้อกูลพระ เกื้อกูลศาสนาร่วมกัน
นั่นแหละบาทฐานของการทำบุญร่วมกันที่แท้จริง
ไปถึงวัดแล้วเกิดบุญร่วมกันจริงๆ
ได้ความรู้สึกเป็น ‘คู่บุญ’ สำหรับกันและกันจริงๆ!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y7vo72h9

 10 
 เมื่อ: 28 มกราคม 2019, 20:30 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ผู้หญิงหลายคนมีปัญหา
เรื่องชายมีเจ้าของมาพัวพัน
หลายคนตัดสินใจวิ่งหนีสุดชีวิต
ขณะที่อีกหลายคนเจอมนต์สะกด
ตื่นนอนงงๆ ถามตัวเองงงๆว่า
ฉันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
เกิดมาไม่เคยคิดจะยอม
ให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างนี้เลย

คำว่า ‘คนมีเจ้าของ’
เป็นคำที่รู้ๆกันอยู่ว่ายังบาดใจ
ไม่ว่าผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย
เพราะคำนี้เหมือนให้อำนาจ
ให้คนเรามีสิทธิ์ด่าทอกันเจ็บๆ
มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายกัน
หรือกระทั่งมีสิทธิ์ฆ่าแกงกันให้ตายก็ยังได้
แม้แต่กฎหมายยังเข้าข้าง
ลดโทษ หรือแทบไม่เอาโทษ
คนที่บันดาลโทสะ ลืมตัวชั่ววูบ
แทงชู้ดับเมื่อเห็นภาพตำตาคาหนังคาเขา
นั่นเพราะกฎหมายรู้กฎทางใจ
เมื่อใดใครรู้สึกว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของใคร
แล้วเห็นไปมีอะไรกับคนอื่น
อัตตาและโทสะที่ถูกลักกินขโมยกิน
ย่อมปิดกั้นสติ
ทำอะไรรุนแรงลงไปไม่รู้ตัวได้จริงๆ

ข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจ
และทำให้คนเรา
ไม่ค่อยอยากเชื่อเรื่องกรรมเวรกัน คือ
‘คนมีเจ้าของ’ ที่ดูดีมีระดับ
มีเสน่ห์ และมากพลังทางเพศ
มักเป็นพวก ‘ได้แล้วยิ่งได้อีก’
ราวกับเป็นแม่เหล็กแท่งยักษ์
แค่ผู้หญิงเห็นเดินมา
ก็ทำให้เนื้อตัวอ่อนระทวยแปลกๆ
ใจโงนเงนเหมือนพร้อมจะโอนเอนเข้าหา
ยิ่งถ้าเขาโฉบเฉียดมาใกล้ได้บ่อยๆ
ก็ยิ่งเหมือนมีหมอกมืดคลุมจิตหนาแน่นขึ้นทุกที
เห็นภาพอะไรมัวๆ ได้ยินเสียงอะไรเลือนๆ
ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหายหมด
เหลือแต่ตัวตนของเขาที่แจ่มชัดอยู่ในมโนนึก

ถ้าไปถึงตรงนั้น
แล้วเตือนตัวเองว่า ‘นี่หลุมดำ!’
ฉันกำลังจะดิ่งลงเหวแห่งความทุกข์
ที่ที่แสงแห่งความสุขจะหายไปหมด
เมื่อยังพอมีสติเตือนตัวเองได้เช่นนั้น
คุณอาจมีแก่ใจคุ้ยๆดูในอินเตอร์เน็ตว่า
ผู้หญิงที่ตกร่วงลงไปติดอยู่ในหลุมดำ
พากันบรรยายสภาพในนั้นว่า
คล้ายนรกบนดินอย่างไร
ต้องทนทุกข์หนักหนาขนาดไหน
แล้วอาจเกิดความกลัว รักตัวกลัวทุกข์
ขาสั่นเกินกว่าจะบุกต่อ

แต่ถ้าไปถึงตรงนั้น
แล้วไม่เตือนตัวเองด้วยมุมมองใดๆเลย
ยอมหูดับ ยอมตาบอด ใครเตือนก็ไม่ฟัง
ในที่สุดคุณจะข้ามเส้นเส้นหนึ่ง
แล้วพบว่าตัวเองอยู่ในเขตชีวิตอีกเขตหนึ่ง
ที่เหมือนมีเพื่อนเยอะ
เข้าทำนอง ‘เดี๋ยวนี้ใครๆเขาก็ทำกัน’
แต่เพื่อนรอบตัวส่วนใหญ่หน้าเศร้า
หรือเป็นโรคอารมณ์เหวี่ยง
สามวันดีสี่วันร้าย
ไม่มีใครได้เป็นสุขจริง
น้อยคนได้สิ่งที่อยากได้
คือใบหย่าจากคนเก่า
แต่แล้วก็ต้องเป็นโรคหวาดระแวง
แย่งคนอื่นมา ก็กลัวโดนคนอื่นแย่งบ้าง

ถ้ายังไม่ข้ามเส้นนั้นไป อย่าข้าม
จะคบใครคบห่างๆ นานพอจะรู้ความจริงว่า
เขาซุกลูกซุกเมียไว้หรือเปล่า
และถ้ารู้ทั้งรู้ว่าเขามีเจ้าของแล้ว
ก็อย่าเอาตัวเองไปเป็นตัวแปรให้เขาเลิกกัน
อย่าเชื่อลมๆแล้งๆว่า
คุณมีดีพอจะให้เขายึดไว้เป็นเรือนตาย
เพราะชายที่สามารถเจ้าชู้ได้ตลอดศกนั้น
ทุกหกเดือนมักมีปลามันชิ้นใหม่
หล่นลงมาจากฟ้า
และคุณก็จะเป็นแค่หนึ่งในนั้น!


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://tinyurl.com/y89sjkyc

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!