แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
21 ตุลาคม 2018, 19:13 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 2 มกราคม 2018, 14:29 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ธุรกิจของบริษัทที่ผมทำงานอยู่มีปัญหา จึงมีการลดคนลงบางส่วนเพื่อตัดค่าใช้จ่าย ถึงผมจะไม่ตกงานแต่ก็อดจะวิตกไม่ได้ ไม่ทราบว่ามีคนที่เจอแบบนี้เยอะไหมครับ


ในชีวิตการทำงานบริษัทของมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง แม้ว่าบริษัทจะดูมั่นคงถึงเพียงไหน แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันที่อาจจะต้องพบเหตุไม่คาดฝันอันกระทบกระเทือนความมั่นคงของชีวิตค่ะ คนได้รับผลกระทบโดยตรง หากไมได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์มาก่อนเลย ก็อาจทำให้ซวนเซไปเหมือนกัน แต่ก็มีบางคนที่ได้เรียนรู้จากวิกฤตที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น เพื่อนำมาเตือนใจตนเองให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณเลสลี่ (นามสมมติ) ลูกค้าชายวัยประมาณสามสิบปี ซึ่งได้เคยตรวจดวงกันมาแล้ว ในคราวนี้เมื่อเริ่มต้นการสนทนาหมอดูก็ได้ให้ข้อมูลลูกค้าไปว่าช่วงจากนี้ไป น่าจะต้องรับมือกับงานที่เหนื่อยและหนักมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ๒๕๕๙ เป็นต้นไป จะมีเรื่องการประสานงานและมีเรื่องยากๆ เข้ามาให้จัดการเยอะเลยทีเดียว ลูกค้าบอกว่าวันนี้ตั้งใจจะนัดคุยเพื่อปรึกษาเรื่องงานนี่แหละ แล้วจึงเล่าว่าตนเองทำงานบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงาน เป็นองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับต้นๆ ของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ด้วยเหตุที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาก ทำให้บริษัทจำเป็นต้องลดพนักงานลง คนที่ต้องตกงานคราวนี้หลายคนมีเงินเดือนเดือนละหลายแสนบาท ถึงแม้จะได้ค่าชดเชยตามกฎหมายแต่ในระยะยาวอาจจะลำบากเหมือนกันค่ะ


ฟังแล้วก็บอกคุณเลสลี่ไปว่าเขาคงไม่ตกงานหรอก เพราะตามดวงน่าจะเครียดเพราะปัญหาเรื่องงานไม่ใช่เพราะปัญหาเรื่องเงิน ลูกค้าตอบว่าเขาเคยได้ยินมาว่าการที่บริษัทลดคนลงนั้น คนที่ไม่ต้องถูกออกจากงานนั้นแม้จะดูเหมือนโชคดีที่ไม่ต้องตกงาน แต่ที่จริงแล้วก็อาจจะไม่ใช่เช่นนั้นเลย เพราะเมื่อมีการลดจำนวนคนทำงานลง ก็แปลว่าคนที่ยังเหลือจะต้องทำงานมากกว่าเดิม ซึ่งก็สอดคล้องตามดวงชะตาเลยทีเดียวค่ะ


สอบถามข้อมูลจากลูกค้าเพิ่มเติมไปด้วยว่า ถ้าหากว่าราคาน้ำมันตกต่ำจึงต้องลดคน แล้วถ้าหากราคาน้ำมันดีขึ้น จะมีการไปตามคนเก่ากลับมาทำงานใหม่หรือไม่ คุณเลสลี่บอกว่า “ส่วนใหญ่เขาจะรับเด็กจบใหม่มาสอนมาฝึกจนทำงานเป็น มากกว่าที่จะเลือกเอาคนเก่าที่อายุมากแล้วกลับมาทำงานใหม่ครับ” ฟังแล้วรู้สึกเห็นใจคนที่ต้องถูกออกจากงานมากเลย หลายคนทำงานประจำมานาน ถ้าหากหางานใหม่ไม่ได้ แล้วจะให้เบนเข็มไปทำธุรกิจของตนเองเลยทันที มันก็ไม่ใช่จะง่ายเหมือนกัน ยิ่งถ้ามีหนี้สิน มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล มีลูกอยู่ในวัยเรียน ยิ่งลำบากไปกันใหญ่ค่ะ


คุณเลสลี่บอกว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เขาได้คิดเหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนเคยคิดเสมอว่าชีวิตของตนเองมีความมั่นคง เพราะเป็นคนเรียนดี พอจบเป็นวิศวกรก็มาได้งานในบริษัทนี้ซึ่งมีความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ไม่นึกมาก่อนว่าบริษัทจะต้องถึงขนาดกับลดคนเนื่องจากจะเจอความตกต่ำของราคาน้ำมัน หลายคนที่ต้องออกจากงานคราวนี้ อายุก็มากแล้ว ถ้ามีภาระหนี้สินและไม่ค่อยมีเงินเก็บ คงลำบากทีเดียว ส่วนตัวเขาเองนั้นยังโชคดีที่ตลอดมาไม่ค่อยฟุ่มเฟือย จึงมีเงินเก็บพอสมควร ต่อให้ต้องตกงานหลายๆ เดือนก็ยังไม่เดือดร้อน แต่ตอนนี้เมื่อไม่ตกงานก็จะอดทนทำไป แม้ว่าจะมีงานหนักรออยู่ก็ตาม ฟังแล้วให้กำลังใจลูกค้าค่ะ ว่าตามดวงชะตาแล้ว เรื่องความสำเร็จในการทำงานนั้นมีอยู่ ขอให้รักษาสุขภาพให้ดี อย่าได้เจ็บป่วยไปแล้วกัน จะได้มีแรงไว้สู้งานนะคะ


การทำงานประจำถึงแม้ว่าบริษัทจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ดูมั่นคงสถาวรเพียงใด ก็มีโอกาสเจอความพลิกผันได้อยู่ดีค่ะ เพราะใดใดในโลกล้วนไม่แน่นอน (ตามความที่เคยเขียนไว้ใน “อุทาหรณ์ก่อนตกงาน” (คลิก) http://bit.ly/2Cv9ij2 ) ดังนั้นจึงไม่ควรประมาท ควรเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อยู่ทุกเมื่อ ต่อให้ไม่เกิดอะไรขึ้นก็สบายใจว่าได้เตรียมพร้อมแล้วค่ะ : )


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 2 
 เมื่อ: 2 มกราคม 2018, 14:26 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ได้รู้ว่าถูกเพื่อนสนิทนินทา เราเสียความรู้สึกพอสมควร เพราะคิดว่าได้เคยช่วยเหลือเขามา แต่ว่าก็ไม่ได้ถึงขนาดอยากเลิกคบ ควรทำใจอย่างไรดีคะ หรือเพราะดวงของเราทำคุณคนไม่ขึ้นเลยต้องเจอแบบนี้


เรื่องการถูกนินทาจากคนใกล้ชิดและการทำดีกับใครสักคนแล้วเขาไม่ดีตอบนั้น เป็นหนึ่งในปัญหาสามัญที่แทบทุกชีวิตต้องพบเจอนะคะ และแน่นอนว่าเมื่อประสบเหตุดังกล่าวแล้ว ก็นำความระคายใจมาให้ปุถุชนคนธรรมดาอย่างแน่นอนค่ะ เช่นเดียวกันกับที่ลูกค้าหญิงนามสมมติว่าคุณซาโตมิ ได้ประสบเหตุมาเหมือนกันค่ะ


คุณซาโตมินั้นเป็นลูกค้าที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากตรวจดวงกันมาหลายปีแล้ว มาในคราวนี้เมื่ออ่านดวงชะตาแล้วก็แจ้งเธอว่าท่าทางจะต้องเจอปัญหาน่าอึดอัดเรื่องคนใหม่ๆ ที่จะต้องไปร่วมงานด้วย แต่ไม่หนักหนาสาหัสจนทนไม่ไหวหรอก เพราะดวงชะตาดีขึ้นกว่าเมื่อปีก่อนๆ แล้วด้วยซ้ำไป เพียงแต่คงต้องทำใจเรื่องคนสักหน่อยนะคะ แต่ว่าเรื่องความมั่นคงของงานนั้นดีมาก ลูกค้าหญิงฟังแล้วบอกว่าในอีกไม่นานนี้จะต้องไปทำงานในตำแหน่งอื่นและเจอคนใหม่ๆ ท่าทางจะมีโอกาสอึดอัดใจจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็เคยประสบกับความยากลำบากและอดทนมาได้ตลอดอยู่แล้ว คราวนี้ถ้าตามที่ปรากฏในดวงไม่ได้หนักหนาเท่าที่เคยผ่านมา คุณซาโตมิก็คิดว่าคงจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แล้วลูกค้าก็ได้ถามเกี่ยวกับเรื่องงานจนครบถ้วนค่ะ



"แม้ผู้จากโลกนี้ไปแล้วก็ยังถูกนินทา
คนที่ไม่ถูกนินทาเลย คือคนที่ไม่เคยมาอยู่ในโลกนี้เท่านั้น"

จาก “ใจใหม่” โดย ดังตฤณ


จากนั้นคุณซาโตมิก็ถามเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเล่าให้ฟังว่าที่ผ่านมาเจอเรื่องไม่สบายใจอยู่บ้าง คือได้รู้ว่าเพื่อนสนิทที่เกื้อกูลกันมานินทาเธอ ฟังแล้วจึงให้กำลังใจเธอไปว่าอย่าคิดมากเลย อันนี้ที่จริงแม้แต่คนที่เป็นเครือญาติ มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแท้ๆ ก็ยังมีนินทากัน แล้วก็ถามลูกค้ากลับไปว่า “คุณไม่เคยนินทาเพื่อนสักคนเลยหรือคะ” คุณซาโตมิตอบอย่างจริงใจว่าเคยทำเหมือนกัน จึงสรุปว่าเห็นไหม คุณก็เคยทำแบบนี้เหมือนกัน อันที่จริงแล้วหลายๆ เรื่องที่คนอื่นทำ เราเองก็ทำเหมือนกัน อีกอย่างเราไม่ได้เกิดมาเป็นชาติแรก คงเคยทำกรรมเก่าไม่ดีไว้จึงได้เจอเรื่องที่ไม่ชอบใจทำนองนี้ ว่าไปแล้วหลายคนก็เคยเป็นคนแบบที่ตัวเองไม่ชอบใจนั่นแหละ ครั้งนี้ถือว่าใช้หนี้กรรมไป แล้วพยายามไม่ก่อบาปใหม่อีก แบบนี้จะเป็นการดีนะคะ


อันที่จริงเรื่องของการนินทานั้นเป็นของประจำโลก อยู่ในโลกธรรม ๘ ฝ่ายอนิฏฐารมณ์คือเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ปรารถนา ได้แก่ ทุกข์ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ และนินทา จึงขอให้ลูกค้ามองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครสักคนจะต้องถูกนินทา แต่ในขณะเดียวกันเมื่อรู้รสชาติของการถูกกระทำแล้ว ก็ตั้งใจว่าต่อแต่นี้ไปเราเองจะไม่นินทาใคร ส่วนคนที่เขานินทาเรานั้นก็ให้อภัยไปเสีย จะได้ไม่ต้องผูกตัวเองไว้กับความขุ่นข้องหมองใจค่ะ


ลูกค้าหญิงเล่าให้ฟังว่าเสียใจนิดหน่อยเพราะคิดว่าตัวเองดีกับเพื่อนมาตลอด ตอบเธอไปว่าก็เคยได้ยินคำพูดด้วยความน้อยใจจากหลายคนเหมือนกันว่า “ทำคุณคนไม่ขึ้น” “ทำดีกับเขาแล้วเขาไม่ดีกับเรา” ที่จริงแล้วการทำไม่ดีตอบนั้นเป็นอกุศลของเขา ส่วนที่เราเคยดีกับเขา นั้นเป็นกุศลของเรา เป็นคนละส่วนกัน การที่เราได้เสียสละ แบ่งปัน มีน้ำใจ มีความรู้สึกดีๆ ใครสักคนนั้น กุศลจิตในขณะที่ทำความดี เป็นรางวัลของเราแล้ว ส่วนอีกฝ่ายเขาจะดีหรือไม่ดีตอบนั้นเป็นส่วนของเขา เราไปคาดหมายอะไรไม่ได้


เขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดได้ว่าคงมีบ้างที่เข้าใจว่า “ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน” โดยที่อันที่จริงอาจจะไม่ได้หวังในเชิงรูปธรรม คือไม่ต้องการให้ฝ่ายผู้รับนั้นเอาแก้วแหวนเงินทองมาตอบแทน แต่เป็นการหวังในเชิงนามธรรม เช่น อยากให้เขาพูดดีด้วย อยากให้เขารู้สึกและปฏิบัติดีๆ ด้วย ซึ่งนับเป็นการคาดหวังที่ทำให้ผิดหวังได้เหมือนกัน ดังนั้นเลือกเอาแต่เฉพาะในส่วนของกุศลอันเกิดจากการเป็นผู้ให้ดีกว่าค่ะ


"...อย่าไปมองคนอื่น อย่าไปดูคนอื่น คนอื่นจะผิดจะดีจะถูกก็เป็นเรื่องของเขา
เราอย่าไปเอาดีเอาชั่วเอาผิดเอาถูกของคนอื่นมาใส่ใจของเรา มันเป็นทุกข์ หมดศรัทธา
เราพยายามให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับความสงบ อยู่กับศีล อยู่กับคุณงามความดี
มีความสุขกับการทำความดี กับการเสียสละ ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อย ๆ ตลอดไป..."

จาก "การปฏิบัติธรรมต้องดับทุกข์ได้"
พระธรรมเทศนา โดย หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
อ่านฉบับเต็ม http://bit.ly/1KXvlL9


การทำความดี เสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทนมาในปัจจุบันทันตา แต่ใจที่พร้อมจะเสียสละย่อมเบิกบาน กว้างขวางและเป็นสุข ทั้งยังเป็นการเอาชนะความเห็นแก่ตัว ความอยากจะเอาเข้าตัวแบบปุถุชนทั่วไป ยิ่งมีใจพร้อมจะให้มากเท่าใด หัวใจก็ยิ่งกว้างขวางและเป็นสุขมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างกรรมดี ที่จะเผล็ดผลในสักวัน เป็นการเตรียมเสบียงบุญ เผื่อไว้หากยังต้องเดินทางต่อไปในสังสารวัฏค่ะ



(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/๑๙๑

 3 
 เมื่อ: 2 มกราคม 2018, 14:21 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ถ้ามีเพื่อนร่วมงานชายที่ไม่โสดแต่บอกเราว่ามีปัญหากันอยู่กับภรรยา ชอบมาชวนคุยแนวจีบๆ ส่วนเราเองบางทีนึกสนุกก็คุยด้วยไปบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ได้คิดอยากจะแย่งสามีใครแน่ๆ แบบนี้ถือว่าผิดมากหรือเปล่าคะ


กรณีของการถูกคนมีเจ้าของมาพันพัวนั้นเป็นเรื่องสามัญประจำคอลัมน์นี้ก็ว่าได้ค่ะ เท่าที่ได้รับข้อมูลจากลูกค้า พบว่าคำกล่าวอ้างของฝ่ายชายจะมีอยู่ไม่กี่แบบ ซ้ำไปซ้ำมา ทำนองว่ามีปัญหากับภรรยา หมดรักกันไปนานแล้ว แต่ต้องอยู่กันเพื่อเรื่องอื่นๆ ข้ออ้างดังกล่าวใช้กันมานานนม แต่กลับยังใช้ได้ผลเสมอค่ะ ส่วนเรื่องการพูดคุยกระเซ้าเย้าแหย่กันนั้น ก็ควรระวังเหมือนกันว่าอาจจะกลายเป็นการนับหนึ่งไปสู่ความสัมพันธ์อันไม่ถูกต้อง เนื่องจากมีหญิงสาวหลายคนที่แต่แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้มีใจให้ชายที่มีเจ้าของแม้แต่น้อย แล้วก็ไม่เคยคิดแม้เพียงสักนิดหนึ่งว่าจะไปแย่งคนรักของใคร แต่สุดท้ายก็พลาดพลั้งเสียทีกิเลสไปจนได้ ลงเอยด้วยความเจ็บปวดขื่นขมในที่สุด


แน่นอนว่าก่อนจะไปสู่จุดที่ขมขื่นสุดขีด ต้องเริ่มต้นจากการเอาความสุขเล็กน้อยมาล่อหลอกกันเสียก่อน ใครโชคดีไหวตัวทัน คิดถูกทาง ก็รอดมาได้ค่ะ ดังเรื่องราวที่คุณมิวาโกะ (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงสาวโสดซึ่งในวันที่นัดตรวจดวงกันนั้นลูกค้าถามเรื่องงานเป็นหลัก หลังจากที่ให้ข้อมูลเรื่องงานจนครบถ้วนแล้วก็ได้สนทนากันในเรื่องคู่ครอง โดยเตือนเธอว่าให้ระวังรักสามเส้าซึ่งตามดวงเกิดขึ้นง่ายมาก คุณมิวาโกะเล่าว่าที่ผ่านมาชีวิตพบเรื่องทำนองนี้มาตลอด กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีเพื่อนร่วมงานชาย (ขอสมมตินามว่าคุณชิราโทริ) ที่มีภรรยาแล้วมาพูดคุยสื่อสัมพันธ์ด้วย ฟังแล้วก็ห่วงใยลูกค้าเนื่องจากทราบดีจากดวงชะตาว่าคุณมิวาโกะนั้นเป็นสาวโสดที่เฉลียวฉลาด เชื่อว่าคงสนทนากับคุณชิราโทริไม่ว่าจะทางเสียงหรือผ่านการแชทได้อย่างถูกคอ แต่การพูดคุยเย้าหยอกในลักษณะหยอดนิดหยอดหน่อยนั้นไม่น่าจะปลอดภัยนัก


เมื่อลูกค้าถามว่าทำแบบนี้ถือว่าผิดมากไหม จึงถามเธอกลับถ้าเป็นคนอื่นทำแบบนี้ คุณคิดว่ามันธรรมดาไหม ในอนาคตถ้าคุณมีสามีแล้วเขาประพฤติตนในลักษณะอย่างนี้ คุณจะเจ็บปวดหรือขุ่นเคืองไหม ลูกค้าหญิงบอกมาทำนองว่ามันไม่ดีแน่ๆ ดังนั้นหมอดูจึงสรุปว่าถ้าคำตอบคือไม่ดี ไม่สมควร เป็นเรื่องเจ็บปวดของภรรยา ก็เมตตาตนด้วยการพยายามห่างออกมา อย่าสร้างทางเสี่ยงภัยให้ตนเองมีโอกาสก่อบาปใหม่เพิ่ม เพราะแค่กรรมเก่าก็ทำให้มีปัญหาความรักตามที่คุณมิวาโกะได้เคยประสบมาตลอดอยู่แล้วค่ะ สำทับลูกค้าไปอีกครั้งว่าเรื่องใดๆ ที่คนอื่นทำแล้วเราเห็นว่ามันไม่ดีงาม มันผิดศีลธรรม ถ้าเราทำเสียเองก็ดูไม่ดี ก็ผิดเหมือนกับคนอื่นนั่นแหละ

เหตุที่ต้องเตือนให้หยุดตั้งแต่เริ่มรู้สึกชอบใจในการคุย เพราะหลายคนที่พลาดไปทั้งที่เดิมทีคิดแค่ว่าคุยสนุกๆ ไม่มีอะไร “คนอย่างเราไม่มีทางแย่งสามีใครแน่นอน” โดยลืมไปว่ากิเลสนั้นน่ากลัวเพียงใด ถ้าเริ่มต้นนับหนึ่งก็มีโอกาสจะถึงร้อย ที่คิดแค่พูดคุยแก้เหงาพอกระชุ่มกระชวยในวันนี้ นานไปอาจจะกลายเป็นถูกใจในการคุย ยึดมั่นผูกพันถอนตัวไม่ขึ้นไปจนได้ สุดท้ายต้องกลายเป็นผู้หญิงอีกคนของเขาด้วยความเต็มใจแบบทรมานใจ ซึ่งก็มีคนพลาดแบบนี้มาแล้วค่ะ สรุปว่าปุถุชนไม่ควรไว้ใจในศีลห้าอันยังไม่เที่ยงแท้ของตนเอง และไม่ควรประมาทกิเลสแม้เพียงเล็กน้อยด้วยค่ะ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าจะมีประโยชน์จึงบอกเล่าให้คุณมิวาโกะฟัง คือมีลูกค้าหญิงอีกท่านหนึ่งซึ่งมีเรื่องราวความรักในลักษณะเดียวกัน ได้เคยถามไว้มีใจความสรุปว่า “ผู้ชายที่มีภรรยาแล้วแต่มาชอบเรา ถ้าเขาเลิกกับภรรยาแล้วมาคบกับเรา ถ้าเป็นผู้หญิงคนละคนกัน เขาอาจจะปฏิบัติต่างไป คือไม่ทำกับเราแบบที่ทำกับภรรยาเขาก็ได้ แบบนี้เป็นไปได้ไหม” ก็ตอบไปว่า “คุณไม่ได้สู้อยู่กับภรรยาของเขา คุณสู้อยู่กับนิสัยของเขา” คุณมิวาโกะฟังแล้วก็บอกว่าเห็นด้วย บอกลูกค้าไปเพิ่มเติมว่านิสัยมนุษย์นั้นเปลี่ยนได้ แต่ต้องเป็นเจ้าตัวเต็มใจเปลี่ยนเอง เรื่องการนอกใจกันนั้นหลายครั้งที่เกิดจากความไม่พอของฝ่ายที่นอกใจ ไม่ได้เกิดจากความเลวร้ายของคู่สมรส อันที่จริงคนสองคนถ้าตกลงเป็นคนรักหรือสามีภรรยากัน แล้วต่อมาพบว่าเข้ากันไม่ได้จริงๆ พยายามถึงที่สุดแล้วแต่ยังไปไม่ไหว ก็เลิกราจากกันไปด้วยความเข้าใจ ก่อนที่จะไปเริ่มต้นมีคนใหม่ แบบนี้ไม่ผิด ดังนั้นไม่ว่าจะมีข้ออ้างสวยหรูขนาดไหน ก็ไม่อาจจะหนีไปจากความจริงที่ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโสดอยู่ดีค่ะ


ก่อนจะวางสายจากกันในวันนั้น คุณมิวาโกะบอกว่าจะพยายามออกห่างและระวังตัวเรื่องคุณชิราโทริ ตลอดจนเพศตรงข้ามที่มีพันธะแล้วคนอื่นๆ ด้วย นับว่าน่ายินดีที่ลูกค้าหญิงตั้งใจแบบนี้ค่ะ

การไม่ประพฤติผิดศีลธรรมอันเป็นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ย่อมเป็นความปลอดภัย สบายใจทั้งในปัจจุบันและอนาคตนะคะ ในส่วนของเรื่องความรักนั้นหากยังไม่พบคนที่ไร้พันธะ และมีศรัทธา ศีล ปัญญา จาคะเสมอกันแล้ว การเลือกที่จะอยู่คนเดียวแบบมีศีลห้าครบบริบูรณ์ ต่อให้ต้องมีบางเวลาที่เหงาบ้าง ย่อมมีความสุขกว่าการมีความรักแบบหลบๆ ซ่อนๆ ผิดศีลธรรมแน่นอนค่ะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 4 
 เมื่อ: 28 กันยายน 2017, 00:03 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันคิดว่าตนเองไม่เคยเก็บเอาอดีตที่เลวร้ายมาคิดให้ฟุ้งซ่าน แล้วก็ไม่ได้คิดแค้นใครเลย
แต่ทำไมเมื่อไปรับรู้เรื่องราวเก่าๆ ดูละครหรืออ่านนวนิยายที่คล้ายกับปมอดีตที่เจ็บปวด
กลับทำให้อ่อนไหว เสียใจและหดหู่ไปพักหนึ่ง
อยากถามว่าการที่เราคิดมากและยึดติดกับอดีตแบบนี้ จะทำให้ไม่ก้าวหน้าในการเจริญสติไหมคะ



เอาคำถามนี้ก่อนนะ
ตรงที่ว่าเราไปเจออะไรแล้วมันหวนคิดถึงอดีต นั่นคือธรรมชาติของจิตนะ
ถ้าอธิบายตามคำศัพท์ของธรรมก็คือว่า
ตามธรรมะนะ ท่านก็บอกไว้ว่าเวลาที่เราถูกอะไรกระทบ
มันจะทำให้เกิดความสำคัญมั่นหมายขึ้นมา หรือจำได้หมายรู้ขึ้นมาว่าอะไรเป็นอะไร
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเห็นรูปวงกลม เราก็จะไปเทียบเคียงกับวงกลมที่เราเคยรับรู้ไว้นะ
แล้วก็สามารถที่จะบอกได้เลยว่าอย่างนี้เรียกว่ากลม
ไม่ว่าจะเป็นกลมแบบดวงอาทิตย์ กลมแบบลูกบอล ลูกโบว์ลิ่ง ลูกสนุกเกอร์
หรือว่าที่มีคนเอาสีมาระบายไว้เป็นจุดๆ อย่างนี้นะ
เราก็จะเกิดความจำได้หมายรู้ขึ้นมาว่าอย่างนี้เขาเรียกวงกลม
แล้วก็จะจัดเข้าพวกเดียวกันหมดเลย
ไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ หรือว่าพระจันทร์ หรือว่าลูกบอลนะ มันกลมเหมือนกันหมด
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราเห็นอะไรอย่างหนึ่ง แล้วก็มีสิทธิ์เตือนให้นึกถึงอีกอย่างหนึ่งได้
ยกตัวอย่างเช่น คนมักจะพูดว่า เออ วันนี้พระจันทร์กลมอย่างกับลูกบอล
คือพอเล่นบอลบ่อยๆ แทงบอลบ่อยๆ เนี่ย จิตใจมันฝักใฝ่นะ
พอเห็นอะไรที่กลมๆ มันนึกถึงลูกบอลได้


อันนี้คือตัวอย่างที่จะยกมาง่ายๆ ว่าการจำได้หมายรู้ในอดีต
มีผลให้เกิดการระลึกถึงขึ้นมาได้อย่างไร
ยิ่งถ้าหากว่าเราเคยมีเรื่องกับใคร มีเหตุการณ์อันเป็นปมฝังใจไว้กับใครนะครับ
พอไปเห็นข้าวของหรือว่าแม้กระทั่งได้ยิน
สมมุติว่าชื่ออั้มอย่างนี้นะ คนของเราชื่ออั้ม
แล้วเราไปได้ยินดาราชื่ออั้ม หรือว่าไปได้ยินเพื่อนของเพื่อนชื่ออั้มแบบนี้
เราก็อาจจะมีใจหวนประหวัดไปนึกถึงคนชื่ออั้มที่เคยมีเรื่องมีราวกับเราก็ได้
นี่คือตัวอย่างว่าความจำได้หมายรู้มันปรุงแต่งจิตของเราได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นไม่แปลก ถ้าหากว่าเราไปเจอะเจออะไรที่เตือนให้ระลึกถึงคนของเราแล้ว
จะเกิดความหวั่นไหว เกิดความรู้สึกนึกคิดในแบบที่มันเกิดขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายตอนอยู่กับเขาหรือเจอเขา


ทีนี้ถามว่าอารมณ์แบบนี้ มันทำให้เกิดความไม่ก้าวหน้าในการเจริญสติหรือเปล่า
ในการฝึกจิตที่จะต้องการความเข้มแข็ง ไม่ควรจะอ่อนไหวอะไรต่างๆ
มันไม่เกี่ยวหรอกนะว่าเรามีปมฝังใจแค่ไหน เราไม่ได้มองกันตรงที่ว่า
เวลาไปกระทบกับอะไรแล้วเกิดความรู้สึกอย่างไร นั่นเป็นเครื่องขวางหรือเปล่า
ไม่ใช่นะ ยิ่งบางคนมีอดีตเยอะๆ มีปมฝังใจแน่นๆ หรือว่ากระทั่งมีอะไรที่โหดๆ อยู่ในใจอยู่
เหมือนกับมีความฟุ้งซ่าน เหมือนกับมีความกระวนกระวาย
ตัวนี้ถ้าหากว่ามองเป็น ก็เอามาใช้เป็นอุปกรณ์ฝึกเจริญสติยังได้เลย



ประเด็นอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เรามีท่าทีที่จะรู้มันแค่ไหน
ถ้าหากว่าเรามีความเคยชินอยู่อย่างหนึ่งที่จะรู้มัน
สมมุติว่าคุณอาจจะเคยชินที่จะรับรู้มันในแบบที่เศร้าสร้อย แล้วก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรถูก
กี่ครั้งกี่หนที่มันเกิดขึ้น มันก็จะเคยชินกับความรู้สึกเศร้าสร้อยแบบนั้นไปเรื่อยๆ
เกิดกระทบอะไรให้ระลึกถึงเขาเมื่อไหร่
มันก็มีอาการเศร้าสร้อยเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบออกมาทันที
นี่คือท่าทีที่เรามีกับอารมณ์กระทบชนิดนี้


แต่ถ้าหากว่าเราปลูกฝังความเคยชินอย่างใหม่
เมื่อมีอะไรเข้ามากระทบแล้วเกิดความหวั่นไหว มันรู้สึกเซนซิทีฟขึ้นมา
มันรู้สึกว่าจิตนี่โดนขุดคุ้ยเอาอดีตตั้งแต่เมื่อกาลไหน พ.ศ.ใดมาก็ไม่ทราบนะ โถมเข้ามา
แล้วเรามีสติที่จะระลึกว่าสิ่งนั้นเป็นเพียงเครื่องกระทบใจ
แล้วเกิดปฏิกิริยาทางใจขึ้นมาเป็นความเศร้า
แล้วเห็นว่าความเศร้าตรงนี้มันไม่ได้มีตัวตน
มันไม่ได้มีความเป็นตัวเราที่ยั่งยืนอยู่ในนี้นะ ในกายนี้ในใจนี้
แต่มันเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีอะไรมากระทบ



ถ้าเรามีสติระลึกได้แค่นี้นะ
ตัวสติที่สร้างขึ้นมา มันจะค่อยๆ สั่งสมเป็นความเคยชินใหม่
เออ นี่มันเกิดขึ้นเพราะมีกระทบ ไม่ใช่ว่ามันเป็นตัวเรา
ไม่ใช่ว่ามีความทรงจำชนิดนี้ฝังตายอยู่เลยนะ ตายตัวอยู่เลย ไม่ใช่
มันเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีกระทบให้เกิดความระลึกได้ ระลึกถึง หวนระลึกถึงขึ้นมา
แล้วก็จะสามารถเห็นว่าความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราที่เกิดขึ้นชั่วคราวนั้นน่ะ
เดี๋ยวเดียวมันก็หายไป ถ้าหากว่าเราไม่ไปพยายามที่จะขุดคุ้ยด้วยตัวเองตามหลังมา
คือกระทบปุ๊บนะ เกิดปฏิกิริยาเป็นความเศร้าปั๊บ
อันนั้นเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้
แต่สิ่งที่เราจะจัดการได้ก็คืออย่าไปคิดต่อ อย่าไปพยายามที่จะใส่ใจเข้าไป
แล้วก็หมกมุ่นกับอาการที่เคยชินแบบเดิมๆ
ว่า เออ ทำไมอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมเขาอย่างนู้นนะ อะไรต่างๆ นานา
ก่อนที่จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ทางอารมณ์แบบนั้น ให้ตัดตอนเสียด้วยสติ
เห็นว่ามันเป็นแค่สิ่งที่ก่อตัวขึ้นมา ชั่วขณะที่เกิดอะไรมากระทบหูกระทบตาให้ระลึกถึง
แล้วถ้าเรามีสติรู้มันเฉยๆ มันก็หายไปเองนะ
นี่แหละความเคยชินแบบนี้แหละ ที่จะทำให้เราเจริญก้าวหน้านะ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2hyGb5b

 5 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 23:46 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - คนที่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งหรือได้ลาภก่อนใหญ่จนชีวิตเปลี่ยนไปนั้น เขาทำบุญมาอย่างไรครับ
และการที่บางคนอ้างว่าซื้อหวยทั้งที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายนั้น
เพื่อเปิดโชครับลาภที่จะเข้ามาในชีวิต แบบนี้จะเป็นวิธีการที่ถูกหรือไม่ครับ
เพราะเคยได้ยินมาว่าการเล่นหวยหรือซื้อสลากกินแบ่งนั้นเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง



จะว่าอย่างไรกันก็ตามนะ
ถูกหรือผิด จะเป็นอบายมุขหรือจะเป็นเพียงการเสี่ยงเล่นสนุก เราดูกันที่จิตก่อน
ผมเอาประเด็นนี้ก่อนว่ามันเป็นอบายมุขหรือไม่เป็นอบายมุขนะ
ขึ้นอยู่กับว่าเราหมกมุ่นกับมันแค่ไหน
เพราะว่าตัวอบายมุข บางทีไม่ได้ใช้รูปแบบอย่างเดียวนะ
ว่าเราซื้อหวยหรือว่าเราเข้าไปเสี่ยงโชคทางการพนัน
บางคนอย่างเดินทางไปบางเมืองแบบลาสเวกัส (Las Vegas) แบบนี้
เอาเศษเงินแค่เหรียญสองเหรียญไปหยอดตู้เล่น
แล้วก็เหมือนกับเล่นผ่านๆ ไม่ได้มีจิตใจที่หวังจะได้จริงจัง
ก็เล่นเสียแล้วก็เสียไป ช่างมัน แล้วก็เดินผ่านไป
อย่างนี้เรียกว่า ใจไม่ได้อยู่กับอบายมุข
ถึงแม้ว่าโดยรูปแบบนะจะมีการเล่นพนันไปแล้วก็ตามนะ
จิตใจมันไม่ได้คิดจะเอาจริง จิตใจมันไม่ได้หมกมุ่น
จิตใจมันไม่ได้มีความเครียด ไม่ได้มีความมืดเกิดขึ้นนะ
มันเหมือนกับไปแตะต้องเชื้อโรค
แต่ว่าแตะด้วยถุงมือที่มีการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาติดตามตัวอย่างดี
ก็ถึงแม้ว่าจะแตะเชื้อโรคก็ไม่ถูกเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

อันนี้ก็เหมือนกันคือถึงแม้ว่าโดยรูปแบบนะจะดูเหมือนกับไปเล่นพนัน
แต่ถ้าหากว่าใจไม่ได้จะเอาจริง แค่เล่นผ่านๆ ขำๆ นะ
เชื้อของนักพนันหรือเชื้อของความมืดก็ไม่แทรกซึมเข้าสู่จิต
แต่ถ้าหากว่ามีความคิดว่าเราจะเสี่ยงโชค เราจะรวยขึ้น แบบด้วยทางลัดนะ
ด้วยการฝันเห็นหวย หรือว่าเจาะจงไปว่าวันนี้เราจะต้องเอาให้ได้
แล้วเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน หรือเป็นช่วงเวลาที่แน่นอนมีความสม่ำเสมอ
เช่น ทุกอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ จะต้องเข้าบ่อนจะต้องไปเสี่ยงโชค
นี่อย่างนี้นะโดยอาการอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นอบายมุขนะครับ


เพราะว่าอบายมุขวัดกันตรงจิตใจที่มันจดจ่ออยู่นั่นแหละ

แล้วดูได้ง่ายๆ เลยถ้าจดจ่ออยู่กับการเสี่ยงโชคมากๆ นะ มันจะมีความมืด
ไม่ว่าจะเล่นลอตเตอรี่ ไม่ว่าจะเล่นหวย
หรือว่าจะเป็นการเข้าไปพนันบอล หรือว่าตามบ่อนต่างๆ
ดูที่จิตเถอะ ถ้าหากว่าหมกมุ่นจริงๆ จะเอาจริงๆ นี่มันอบายมุขทั้งนั้นแหละ
ตัวนี้เอาเกณฑ์คือจิตเป็นหลักก่อน


เหมือนอย่างอบายมุขข้ออื่น ท่านใช้คำว่าเป็นนักเลงผู้หญิง
หมายถึงว่าเที่ยวไปนะ ไม่ใช่เฉพาะว่าเที่ยวซ่องเที่ยวสถานขายบริการอย่างเดียว
แต่เหมารวมเอาที่ว่าสำส่อนไม่เลือกหน้าด้วย
อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นอบายมุข
นี่ก็เรียกว่ามีจิตใจหมกมุ่น มีจิตใจฝักใฝ่อยู่กับที่สิ่งที่เป็นอกุศล
แล้วทำให้จิตใจดำมืดลง นับเป็นอบายมุขได้หมดนะครับ



ทีนี้มาดูอีกประเด็นหนึ่งที่ว่าใครมีสิทธิ์ที่จะได้รางวัลที่หนึ่งหรือได้รางวัลใหญ่ๆ อะไรขึ้นมานี่นะ
ก็เป็นพวกที่ดูง่ายๆ เลยก็แล้วกันว่าชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนจากการได้รับรางวัล
ถ้าหากว่าเราเคยช่วยคนอื่นไว้มากๆ เราเคยไปเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นไว้นะ
แบบที่ว่าจะให้เขาพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ
จากมืดเป็นสว่าง จากยากจนเป็นร่ำรวยขึ้นมา
ถ้าเราเคยไปมีการช่วยเหลือแบบนั้นไว้กับใคร
ก็ต้องได้รับผลในทำนองเดียวกันนั่นแหละ

ถ้าหากว่าเกิดในชาติที่ต้องตกต่ำอัตคัด หรือว่าอยู่ในตระกูลที่ยากจนนะครับ
ก็มีสิทธิ์ที่ว่าจะมีช่องทางใดช่องทางหนึ่งได้ลาภลอยนะ
อาจจะเป็นใครมาช่วย อยู่ดีๆ มีคนเอาเงินมาให้ ได้รับมรดก
หรือว่าไปเล่นหวยแล้วก็ได้มาแบบนี้


หรืออาจจะเป็นพวกที่เคยนะเรียกว่าทุ่มสุดตัว
ที่ท่านยกตัวอย่างกันในพระคัมภีร์นะครับ
ก็มีประเภทนายพรานบ้าง หรือว่าคนป่าคนดง
เดินทางไประหว่างวัน ไปทำมาหากินตามปกติ แล้วก็มีอาหารมีอะไรติดตัวไป
ทีนี้ในระหว่างทางเกิดไปเจอพระอรหันต์เข้า หรือว่าพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หรือบางคนก็โชคดีขนาดไปเจอพระปัจเจกพระพุทธเจ้าอะไรแบบนี้ เดินมาตามทาง
แล้วเกิดความเลื่อมใสเห็นว่า เออ เราทำบาปมามาก อยากจะทำบุญบ้างนะ
อาหารที่มีที่เอามานี่จะเอาเข้าท้องตัวเอง ไม่สน ก็ถวาย ขอถวายหมดเลย
นี่เรียกว่าเป็นการทำบุญแบบไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน แต่พอเห็นแล้วทำเต็มที่เลยนะ


ก็พูดง่ายๆ ว่าให้ลาภลอยแก่ผู้อื่น มันก็จะมีผลเร็วมีผลแรงนะครับ
ถ้าหากว่าได้ทำบุญกับผู้ทรงคุณด้วยนะ ในอาการที่ไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน
พวกนี้นี่มักจะได้ลาภลอยอย่างแรง

แล้วโดยเฉพาะอย่างถ้ามีโอกาสทำกับพระอรหันต์หรือว่าระดับพระปัจเจกโพธิ์นะครับ
หรือว่าผู้ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติอะไรแบบนี้นะ สมาบัติขั้นสูงของผู้หมดกิเลสแล้ว
พวกนี้เวลากรรมเผล็ดผล ก็มักจะมาในแบบลาภลอยแบบไม่คาดฝันและเป็นลาภลอยก้อนใหญ่
เพราะว่าอะไรเพราะว่าบุญที่ทำนี่นะ ทำโดยที่ไม่ได้คาดหวังไว้ก่อน
และผู้รับก็ไม่ได้คาดหวังไว้ก่อนเช่นกันว่าจะได้จากเรานะครับ
แต่เป็นการทุ่มสุดตัว ทำเต็มที่ แล้วก็ทำอย่างชนิดที่ว่าไม่อั้น
ผลออกมามันก็ไม่อั้นเหมือนกัน
มันก็ยิ่งใหญ่เกินบุญของคนอื่นที่จะให้ผลได้เท่ากับเรา ณ เวลาที่กรรมมันเผล็ดผล


อย่างออกมาในรูปของลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง
มันก็แปลตรงตัวได้ว่าบุญนี้ไปตกอยู่กับผู้ที่ได้เคยประกอบบุญไว้ชนะเลิศ
ไม่มีใครใจใหญ่เท่า ไม่มีใครทำได้มากเท่า
แล้วอย่าตีค่าเป็นว่าเราจะต้องเคยทำไว้กี่ล้านทำไว้กี่แสนนะ ไม่ใช่นะ
แต่ทำด้วยใจที่มันเต็มแค่ไหนมากกว่า
อย่างที่ผมยกตัวอย่างไว้แล้ว สมมุติว่าเอาอาหารออกไปกะจะเอาไปกินเอง
เสร็จแล้วไปเจอพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เกิดความเลื่อมใสขึ้นมานะ
ถวายหมดตัวเลย ไม่เหลืออะไรไว้ให้ตัวเองเลย
นี่ก็เรียกว่าเป็นการทุ่มสุดตัวด้วยใจที่มันเกินร้อยนะครับ
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ว่าทำไมบางคนถึงได้ลาภลอยได้ง่ายๆ นัก


มันอย่างนี้ด้วยนะในหลักความเป็นจริง
ถ้าเราไม่สามารถที่จะทราบนะครับว่าเงินล้านนี่มันมาได้อย่างไรนะ
เราก็จะมักจะไม่สามารถรักษาเงินล้านนั้นไว้ได้เช่นกัน
แต่คนที่รู้วิธีหาเงินล้านมาก็จะรู้วิธีรักษาด้วย
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เป็นเงาตามตัวกัน มีความสัมพันธ์กันนะครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2o5AJ7H

 6 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 23:40 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - ถ้ามีคนคนหนึ่งเคยรับรู้เรื่องการตัดสินใจทำแท้งของคนรู้จักแต่ก็ไม่ได้ยับยั้ง แถมยังรอจนกระทั่งเขาทำแท้งเสร็จและพากลับบ้าน
ต่อมาคนที่รับรู้เรื่องนี้ก็ต้องสูญเสียหลานคนแรกไปเพราะการแท้ง ในขณะที่อายุครรภ์ได้ ๒ เดือน
ทำให้เธอปวดร้าวมากเพราะคิดว่าคงเป็นผลกรรมที่ตนเองมีส่วนในการทำแท้งครั้งนั้น
ขอเรียนถามว่าสิ่งนี้เป็นกรรมจากเหตุการณ์ดังกล่าวใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ควรทำอย่างไรให้บรรเทาบาปนี้ได้คะ


สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกนะ
เวลาที่กรรมจะให้ผล ไม่ใช่ทำปุ๊บแล้วให้ผลได้ปั๊บ
มันอาจจะทำให้เหตุการณ์ที่ผ่านมา ที่มันใกล้ๆ กัน
อาจจะทำให้ใจเรานี่เชื่อมโยง คือไปนึกถึงว่าจะเป็นเพราะว่าเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ไว้หรือเปล่า
ถ้าหากว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผลกระทบกับจิตใจคุณอย่างแรง
หรือว่ามีผลมีอิทธิพลกับชีวิตคุณอย่างใหญ่หลวงนะ
ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นผลของกรรมจากอดีตชาติ ไม่ใช่ผลของกรรมในปัจจุบัน



คือก่อนอื่นเข้าใจอย่างนี้นะว่า คำว่า วิบากกรรมหรือว่าผลของกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อน
ไม่ใช่อะไรที่ว่าเราทำปุ๊บแล้วมันจะเห็นผลปั๊บ
เป็นสิ่งที่จะต้องรอเวลากันนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่วก็ตาม
คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า การที่เราทำอะไรลงไปแล้ว
ตามผลตามหลักของกฎแห่งกรรม จะต้องให้ผลทันที
ถ้าไม่ให้ผลทันทีหรือทันใจ ก็แปลว่ากฎแห่งกรรมไม่มีจริง
หรือว่ากรรมวิบากเป็นแค่เรื่องหลอกเด็ก เป็นนิทานหลอกเด็ก
ขู่ให้กลัวเพื่อที่จะได้มีกำลังใจทำดีกัน แล้วก็ไม่มีความกล้าที่จะทำชั่ว


แต่จริงๆ แล้ว เรื่องของผลแห่งกรรมหรือว่าวิบาก
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าเป็นเรื่องอจินไตย
คือว่าไม่สามารถคะเน ไม่สามารถคำนวณ

แม้กระทั่งว่าอย่างในกรณีนี้นะ เราไปคะเนเอาว่าคงเป็นเพราะเคยไปสนับสนุนแบบอ้อมๆ
คือไม่ได้สนับสนุนโดยตรง แต่ว่าการไปนั่งเป็นเพื่อน หรือการไปส่งอะไรต่างๆ
มันน่าจะเป็นการก่อกรรมอย่างหนึ่ง
ไม่ใช่นะครับ คือ มันเป็นไปไม่ได้นะ
ที่เราเพิ่งไปส่ง แล้วก็จะมีผลอะไรกับลูกกับหลาน
มันมีอยู่หลายข้อเลยที่อาจจะเป็นความเข้าใจผิดพลาดนะครับ

คือเรื่องของการให้ผล เวลาในการให้ผลของกรรมด้วย
แล้วก็สิ่งที่เราทำไป เขาเรียกว่าเป็นกตัตตากรรม คือเราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
ไม่ได้มีความยินดี ไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่ม ไม่ได้เป็นฝ่ายสนับสนุน
แต่ทำไปด้วยความ เรียกว่า ตกกระไดพลอยโจน
หรือว่าจะเป็นเรื่องที่ทำ ให้มันเป็นตามหน้าที่ หรือว่าตามที่เขาขอมา อะไรแบบนี้นะ
มันจะเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน เป็นการใช้กำลังใจที่อ่อน
แล้วก็เวลาที่มันให้ผล มันจะให้ผลน้อย ไม่ใช่ให้ผลใหญ่นะครับ
สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นความบังเอิญที่ว่า เราจะต้องเสียใจ
แล้วก็ไปมีใจเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เพิ่งทำไปกับผลที่มันเกิดขึ้นนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2xy8JlI

 7 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 14:00 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ตอนนี้ทำงานประจำอยู่ค่ะ แต่คิดมาพักใหญ่แล้วว่าอีกสักสองสามปีอยากลาออกไปทำกิจการของตัวเอง ที่สนใจก็คือร้านดอกไม้ ร้านขนม ร้านกาแฟ ร้านเสื้อผ้าผู้หญิง ทำนองนี้ค่ะ ทราบว่าดวงบอกได้ว่าแต่ละคนควรหรือไม่ควรทำธุรกิจอะไร แต่สงสัยเพิ่มอีกนิดว่าควรต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นกิจการด้วยไหมคะ


แน่นอนว่าเราสามารถรู้จากดวงชะตาอันเป็นแผนที่กรรมได้ว่าตนเองเหมาะกับธุรกิจอะไรนะคะ (แต่ก็มีบางคนที่เหมาะจะทำงานประจำมากกว่าด้วยค่ะ) เมื่อแน่ใจแล้วว่าจะเลือกทำธุรกิจใด ช่วงเวลาที่เริ่มต้นกิจการก็สำคัญมากค่ะ เรื่องนี้มักจะพิจารณาจากดาวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินในช่วงดังกล่าวแล้วตรวจดูล่วงหน้าเผื่อไว้อีกหลายปี จะได้การันตีว่าไปรอดจริงๆ ไม่ใช่รายได้ดีเฉพาะแค่ปีแรกปีเดียว ตลอดจนดวงเมืองในช่วงนั้นๆ ด้วยค่ะ แต่ถือเอาดวงชะตาของเจ้าของกิจการเป็นสำคัญ เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจฝืดหลายคนรวยสวนกระแสก็มี หรือบางทีเศรษฐกิจดีแต่บางคนกลับไม่ค่อยมีเงินใช้ค่ะ


คนที่อยากจะออกไปเริ่มต้นทำธุรกิจ รู้สึกมีไฟอย่างแรงหรือเบื่อหน่ายงานประจำจนทนไม่ไหวแล้ว ถ้าจังหวะเวลาได้ โบยบินไปแล้วไม่ลำบากเกินไป ก็ให้กำลังใจกันเต็มที่ ไม่มีขัดเลยค่ะ (ดังที่เคยเขียนเล่าไว้ใน "ธุรกิจส่วนตัว ชัวร์หรือช้ำ" (คลิก) http://bit.ly/1t9GDkp) แต่ถ้าหากว่าเห็นแววว่าไปแล้วจะอึดอัดเหนื่อยยากลำบากกว่าเดิม ก็มักจะให้ชะลอการเริ่มต้นออกไปก่อนจะได้ไม่เสี่ยงเกินไป กลายเป็นว่าออกไปแล้วทุกข์เสียยิ่งกว่างานประจำอีกค่ะ


ดังเรื่องราวของคุณบาร์บารา (นามสมมติ) ลูกค้าหญิงซึ่งเคยตรวจดวงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เธอมีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจร้านดอกไม้ แล้วก็อยากจะเริ่มต้นในเร็ววันนี้ด้วยค่ะ ในวันที่นัดสนทนากันนั้น เมื่อทักทายกันเรียบร้อยจึงเข้าเรื่องทันทีโดยแจ้งลูกค้าว่า “ช่วง ๓ ปีจากนี้ไปให้ระวังเรื่องเงินนะคะ ไม่ควรก่อหนี้ใหม่ๆ อย่ารีบร้อนลาออกจากงานถ้ายังไม่ได้งานใหม่ด้วยค่ะ” ลูกค้าบอกว่าอันที่จริงวันนี้ที่นัดตรวจดวงเพราะอยากจะลาออกจากงานไปเริ่มทำธุรกิจเสียที แต่เมื่อบอกว่าต้องรออีกตั้งสามปีถึงจะวางใจเรื่องเงินได้ ก็ทำให้เธอรู้สึกท้อว่ามันนานจัง ได้ฟังแล้วเห็นใจลูกค้าค่ะ ทราบดีว่างานประจำบางอย่างนั้นชวนให้เบื่อจนอยากจะลาออกมาทำอะไรของตัวเองสักที แต่ปัญหาคือถ้าจังหวะเวลามันไม่ค่อยดี ไปแล้วลำบาก ถ้าสายป่านไม่ยาว เงินเก็บไม่เยอะพอ นอกจากเงินลงทุนที่จมลงไปแล้วก็อาจจะได้หนี้สินเพิ่ม ยังมีเรื่องความเศร้าเสียใจที่ไม่ประสบความสำเร็จอีกค่ะ


นอกเหนือจากแรงเงินที่ต้องเสี่ยงแล้ว แรงกายที่ต้องพลีก็ไม่น้อยนะคะ เรื่องความลำบากกายนี้มีลูกค้าบางท่านบอกเหมือนๆ กันเลยว่าตอนทำงานประจำว่าเหนื่อยแล้ว แต่ก็ยังพอลากิจลาป่วยได้บ้าง แต่กิจการส่วนตัวถ้าไม่ทำก็คือไม่มีรายได้เข้ามา ยิ่งถ้ามีค่าเช่าหน้าร้าน มีลูกจ้าง มีค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้นทุกวันด้วยแล้ว ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะถ้าขาดรายได้ หมุนเงินไม่ทัน พานเครียดไปกันใหญ่ค่ะ เขียนมาถึงตรงนี้ก็คิดถึงบทสนทนาอันคมคายจากละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง ตัวละครผู้เป็นลูกชายซึ่งเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัวพูดกับแม่ของเขาว่า “สมัยก่อนผมเป็นลูกน้องเขา กินอยู่ทุกอย่างก็เป็นของเถ้าแก่ แต่ตอนนี้ผมเป็นเถ้าแก่เองแล้ว แม้แต่กระดาษทิชชู่ในห้องน้ำก็เงินผม” (เขียนเล่าจากความทรงจำ ถ้อยคำอาจจะไม่ตรงทั้งหมดแต่ใจความประมาณนี้ เนื่องจากละครเก่าร่วมยี่สิบปีได้ สมัยเด็กเคยเดินผ่านโทรทัศน์ได้ยินตรงช่วงบทสนทนานี้พอดี ^__^)


ดังนั้นการเป็นเจ้าของกิจการ ต้องรับทั้งภาระ รับความสำเร็จและความล้มเหลว รับทั้งผลกำไรและขาดทุนจากธุรกิจนั้นๆ ด้วยตนเองค่ะ เมื่อเห็นตามดวงว่าท่าทางท่านใดจะไปแล้วไปดีก็ให้กำลังใจเต็มที่ แต่ถ้ามีแววจะลำบากในด้านรายได้ ก็เป็นห่วง ไม่อยากให้ออกไปเสี่ยง หรืออาจจะมีทางเลือก เช่น ยอมเหนื่อยกว่าเดิมโดยทำงานประจำและทำธุรกิจควบคู่กันไป แต่ถ้าหากทำพร้อมกันไปไม่ได้ ก็ไปสมัครงานพาร์ทไทม์ในธุรกิจดังกล่าวดูก่อนจะได้รู้ว่ามีปัญหาอะไรที่จะเกิดขึ้นได้บ้าง ถ้าไม่สามารถทำเป็นงานพาร์ทไทม์ได้ ก็อ่านหนังสือหาความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องไปก่อน เป็นการเตรียมความพร้อมไปพลางๆ


คุณบาร์บาราบอกว่าเดิมทีมีความตั้งใจว่าถ้าเปิดร้านแล้วจะนำของกินมาวางขายในร้านด้วย ฟังแล้วจึงเสนอว่าระหว่างนี้ก็น่าจะลองนำไปขายตลาดนัดที่ค่าเช่าไม่แพงนัก ในช่วงเลิกงานหรือวันหยุดก่อนดีไหมนะคะ จะได้รู้ว่าลูกค้าตอบรับในเรื่องรสชาติอย่างไร ซื้อแล้วมาซื้อซ้ำอีกไหม ส่วนเรื่องกิจการร้านดอกไม้นั้น แนะนำว่าระหว่างนี้เพื่อเป็นการฝึกซ้อมฝีมือ ถ้ามีโอกาสก็อาจจะไปช่วยงานที่เขาต้องการอาสาสมัครจัดดอกไม้ เช่น งานบุญ งานศพต่างๆ ในพื้นที่ที่คุณบาร์บาราอาศัยอยู่นั้น น่าจะยังมีเจ้าภาพหลายรายที่ใช้วิธีซื้อดอกไม้สดมาจัดกันเอง ไม่ได้ใช้บริการจากร้านรับจัดดอกไม้ นอกจากจะเป็นการฝึกปรือแบบได้บุญไปในตัวแล้ว ถ้าจะมองในแง่ธุรกิจก็คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักคนมากขึ้น มีโอกาสแสดงฝีมือให้คนอื่นเห็น ในอนาคตถ้าเปิดร้านขึ้นมา จะได้มีฐานลูกค้ามากกว่าเดิมด้วยค่ะ


นอกจากนี้ก็ควรติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจ เช่น เรื่องราคาน้ำมันซึ่งจะมีผลต่อค่าขนส่งนโยบายการจัดเก็บภาษี ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีผลต่อสภาพคล่องและการใช้จ่ายทั้งสิ้น ฯลฯ จะได้วิเคราะห์สถานการณ์ถูกว่าสมควรจะลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจแบบเต็มตัวหรือไม่ คุณบาร์บาราบอกว่าไม่ได้ดูข่าวเลยช่วงนี้ ฟังแล้วก็บอกลูกค้าไปว่าพอจะเข้าใจได้ว่าบางครั้งงานประจำที่ทำนั้นหนักและเหนื่อยมาก พอถึงบ้านก็แทบจะอยากจะหลับเป็นตาย ไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร ทว่าถ้าจะต้องตรึกตรองว่าควรจะลาออกจากงานประจำเพื่อไปเริ่มต้นธุรกิจหรือไม่ ก็ควรมีข้อมูลรอบด้าน จึงจำเป็นต้องเสียสละเวลาเพื่อการนี้ค่ะ เข้าใจดีว่าคุณบาร์บาราอยากทำอะไรเป็นของตัวเองสักที แต่ถ้าเลือกที่จะเริ่มต้นไปในเวลาที่ไม่เหมาะสมนัก เกรงว่าจะได้รับความเดือดร้อน ขออนุญาตเป็นห่วงลูกค้าในฐานะที่เป็นผู้มีอุปการคุณนะคะ


แม้ว่าเรื่องบางอย่างเช่นการรอเวลาที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ อาจจะต้องอดทนรอคอยเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ว่าสิ้นหวังหมดไฟ แต่ให้ถือว่าเวลาก่อนที่จะออกสนามจริงนั้น เป็นระยะที่เตรียมการเตรียมตัวสะสมฝีมือ สะสมฐานลูกค้า การรอคอยแม้อาจจะนานไปบ้าง บางครั้งจะเป็นผลดีและมั่นคงในระยะยาวมากว่าค่ะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 8 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 13:58 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – บริษัทที่ทำงานอยู่มีนโยบายลดคน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของดิฉันที่จะต้องจัดการ ยอมรับว่าไม่อยากทำเลย แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นนโยบายของบริษัท ตอนนี้ไม่สบายใจเลย รู้สึกผิดต่อคนที่ต้องออกจากงาน จะทำอย่างไรให้สบายใจที่สุดคะ


ในการทำงานบางครั้งคงต้องเจอเรื่องที่ไม่อยากเจอ พบสถานการณ์ที่ไม่อยากจะพานพบนะคะ ดังเช่นการต้องรับหน้าที่จัดการเรื่องการเลิกจ้าง ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ถูกให้ออกจากงานจำนวนหนึ่งย่อมไม่สบายใจ ผู้ที่ต้องรับหน้าที่นี้หลายคนก็ไม่ได้ยินดีเลย ด้วยว่ารู้สึกสงสารผู้อื่น ไม่อยากให้เขาเป็นทุกข์ แม้ความเห็นใจผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรให้เกินเลยไปจนกลายเป็นการจมอยู่ในความเครียดและความไม่สบายใจ พึงมองในแง่ดีว่าถ้าเราซึ่งมีความเมตตากรุณา มารับหน้าที่นี้เสียเอง อาจจะช่วยให้พนักงานที่จะต้องออกจากบริษัทมีโอกาสได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับลูกค้าหญิง (นามสมมติว่าคุณแองเจลล่า) ซึ่งตรวจดวงกันมาอย่างสม่ำเสมอ ในตอนต้นของการสนทนานั้นลูกค้าเล่าให้ฟังว่าปัญหาในงานประจำก็ลดลงตามเวลาที่เคยระบุไว้แล้ว ครั้งนี้จึงจะมาปรึกษาเรื่องลู่ทางทำธุรกิจในอนาคตค่ะ หลังจากที่ได้ให้ข้อมูลดวงชะตาของลูกค้าตามที่ต้องการจนครบถ้วนแล้ว คุณแองเจลล่าได้เล่าให้ฟังว่าในช่วงที่ผ่านมาที่บริษัทมีนโยบายให้เลิกจ้างพนักงานประจำ แล้วใช้บริการจากภายนอกองค์กรแทน (Outsourcing) โดยตัวเธอเองต้องทำหน้าที่ในส่วนของการจัดการเลิกจ้างโดยตรง ก็เลยคิดว่าตัวเองคงจะบาปที่ต้องทำให้คนต้องออกจากงานหลายคน ฟังแล้วก็ให้กำลังใจลูกค้าว่าถ้าเธอไม่ได้อยากให้พวกเขาตกงานด้วยความเกลียดชังส่วนตัว แต่เป็นการทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากบริษัท แล้วก็ได้พยายามให้ค่าชดเชยอย่างเต็มที่ตามกฎหมายแล้ว ก็ไม่ใช่ความผิดของคุณแองเจลล่าหรอกค่ะ


คุณแองเจลล่าเล่าด้วยว่าเนื่องจากเห็นใจบรรดาพนักงานชั้นผู้น้อยเก่าแก่ที่ถูกเลิกจ้าง เธอจึงพยายามช่วยให้แต่ละคนได้เงินชดเชยต่างๆ ให้มากที่สุด (ในตอนที่สนทนากันนั้น เนื่องจากสนใจที่จะเขียนเรื่องนี้ลงคอลัมน์ จึงได้ขอรบกวนลูกค้าช่วยแจกแจงรายละเอียดต่างๆ เพื่อจดบันทึกไว้ ซึ่งก็พบว่าบริษัทที่เธอทำงานอยู่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานอย่างถูกต้องนะคะ (อ้างอิงจาก “สิทธิตามกฎหมายแรงงาน” (คลิก) http://bit.ly/1yyqzui ) โดยสรุปคือ พนักงานที่ถูกเลิกจ้างซึ่งทำงานมาเกิน ๑๐ ปีทุกคน จะได้รับค่าชดเชย ๑๐ เดือน (๓๐๐ วัน) พร้อมกับค่าบอกกล่าวและเงินชดเชยพิเศษที่คิดตามอายุงานของแต่ละคน ซึ่งในส่วนของเงินชดเชยพิเศษนี้เองที่คุณแองเจลล่าพยายามช่วยให้ได้รับมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าจะต้องงัดข้อกับเจ้านายของตัวเองก็ตามที


นอกจากจะต้องขัดแย้งกับเจ้านายแล้ว ผู้ที่ถูกเลิกจ้างบางรายที่ไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวทั้งหมด ยังมองคุณแองเจลล่าในแง่ลบ เนื่องจากเธอได้กระทำบางอย่างเพื่อป้องกันความเสียหายของบริษัท จากพนักงานที่อาจโกรธแค้นเมื่อได้รู้ว่าถูกให้ออกจากงาน ซึ่งที่จริงแล้วคือการปกป้องตัวผู้ถูกเลิกจ้างเอง หากก่อความวุ่นวายต่อบริษัทก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีกันอีก คุณแองเจลล่านั้นไม่ปรารถนาให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้น เลยป้องกันไว้ก่อนจะได้จากกันไปด้วยดี แต่เรื่องทั้งหมดนี้รวมทั้งเรื่องเงินชดเชยพิเศษ พนักงานเหล่านั้นไม่ทราบ เรียกว่างานนี้ปิดทองหลังพระจริงๆ ค่ะ


เมื่อได้ฟังแล้วก็ประทับใจในความมีน้ำใจของลูกค้า เพราะก่อนหน้าที่จะได้สนทนากับคุณแองเจลล่าไม่ถึงสัปดาห์ มีลูกค้าหญิงท่านหนึ่งซึ่งทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งมาเกิน ๑๐ ปี ปรึกษาว่าเหมือนจะถูกบีบให้ออกจากงาน คาดว่าบริษัทไม่อยากจ่ายค่าชดเชยก้อนใหญ่ กลับใช้วิธีกดดันเพื่อให้ลาออกเอง ลูกค้าซึ่งได้จงรักภักดีกับบริษัทมาตลอดจึงเสียใจมาก ตอนที่สนทนากันนั้นเธอร้องไห้ด้วย ฟังแล้วเห็นใจจริงๆ ค่ะ ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีนี้แล้ว ถือว่าคุณแองเจลล่าได้ทำประโยชน์เพื่อให้ผู้ถูกเลิกจ้างไม่ลำบากมากนัก ถ้าเป็นการเลิกจ้างอย่างไม่ยุติธรรมหรือใช้วิธีบีบให้ออก คนที่ถูกกระทำจะทุกข์ทรมานใจ ต่อให้ฟ้องร้องก็กินเวลา เงินทองร่อยหรอลงไป อีกอย่างพวกเขาก็อายุมากแล้ว อาจจะลำบากในการหางานใหม่ด้วยค่ะ


สนทนากับลูกค้าต่อไปด้วยคิดเห็นตรงกันว่า พนักงานเหล่านี้คือผู้ที่อุทิศแรงกายแรงใจ ทำงานให้หน่วยงานมาเกินทศวรรษ มีส่วนสนับสนุนให้บริษัทเติบโตจนทุกวันนี้ แม้ว่าแต่ละคนย่อมจะมีที่ทำงานผิดพลาดไปบ้าง แต่ไม่อาจลบเลือนความจริงว่าต่างเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ดำเนินกิจการมาจนมั่งคั่งมั่นคง เมื่อบริษัทเติบใหญ่จนมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการจ้างงานแล้ว ควรจะชดเชยให้กับพวกเขาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ให้เพียงพอต่อการยังชีพในช่วงหางานใหม่ หรือไปเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือแม้แต่เกษียณอายุเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบในบั้นปลาย เงินก้อนใหญ่นี้จะช่วยลดความลำบากเดือดร้อนไปได้มาก เมื่อคิดแล้วเลยอดจะตื้นตันใจไม่ได้ จึงขออนุโมทนาบุญกับคุณแองเจลล่าไปด้วย ส่วนลูกค้าเองก็บอกว่าเวลาที่ทำงานเหนื่อยๆ พอคิดถึงเรื่องพวกนี้ทำให้มีกำลังใจทำงานต่อไปค่ะ : )


ในชีวิตการทำงานย่อมมีทั้งเรื่องดีและร้าย ตลอดจนเรื่องไม่คาดหมายเกิดขึ้นได้เสมอนะคะ ผู้ที่เป็นพนักงานประจำที่ทำงานมานานก็ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ต่างๆ อย่างไม่ประมาท ส่วนผู้ที่อยู่ในสถานะนายจ้าง เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่มีอำนาจจัดการต่างๆ ในบริษัท นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สร้างกุศล ด้วยการมีพรหมวิหาร ๔ อันประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในการทำงานร่วมกันและเกื้อกูลผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่วันแรก ตราบจนวันสุดท้ายของการทำงานค่ะ



(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 9 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 13:52 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – ผมกำลังจะลาออกจากที่ทำงานเดิมซึ่งอยู่มาร่วมสิบปี เพื่อไปที่ใหม่ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายความสามารถและให้ค่าตอบแทนมากกว่า แต่งานก็น่าจะหนักกว่าพอสมควรด้วย บางครั้งจึงอดกังวลไม่ได้ จะคิดอย่างไรให้สบายใจดีครับ


เมื่อความเปลี่ยนแปลงทางการงานมาถึง หลายคนอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้นะคะ ยิ่งเป็นกรณีที่ทำงานที่เดิมมาเป็นสิบปี เมื่อถึงคราวต้องลาจากไปเริ่มต้นใหม่ คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่วิตกว่าตนเองจะไปได้ดีไหม แม้จะรู้ว่าอยู่ที่เดิมก็ไม่ตอบโจทย์ชีวิต ไปที่ใหม่น่าจะดีกว่าก็ตามทีค่ะ


เช่นเดียวกับคุณเคลวิน (นามสมมติ) ลูกค้าชายวัยสี่สิบต้นๆ ซึ่งเคยตรวจดวงกันมาหลายครั้งแล้ว เมื่อเริ่มต้นการสนทนาจึงถามตามที่เห็นในดวงว่า “จะเปลี่ยนงานหรือคะ” ลูกค้าบอกว่าใช่ นี่คือเรื่องที่อยากจะปรึกษาในคราวนี้ แล้วก็เล่าให้ฟังว่าได้ไปทำสัญญากับที่ทำงานใหม่แล้ว ส่วนเหตุผลที่จะย้ายไปนั้นก็เพราะรายได้ดีกว่า ส่วนทำงานเดิมนั้นแม้จะจะมีความมั่นคงสูงแต่รายได้ไม่มากเท่าที่อยากได้ คุณเคลวินรู้สึกว่าตัวเองจะดูแลคุณพ่อคุณแม่ได้ดีขึ้นและมีเงินเก็บมากกว่าเดิม เพราะอายุก็มากขึ้นทุกวัน ต้องเตรียมตัวเก็บเงินเพื่อไว้ใช้ในยามเกษียณด้วย


แม้ว่าจะตกลงใจย้ายงานแน่นอนแล้ว แต่คุณเคลวินก็อดกังวลในหลายเรื่องไม่ได้ ลูกค้าได้เล่าให้ฟังว่าจะไปทำงานที่ไหน (ขอสงวนนามบริษัท) ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่โต มีประวัติอันยาวนาน สรุปว่าไม่ได้มีความเสี่ยงมากน้อยไปกว่าบริษัทเอกชนขนาดใหญ่แห่งอื่นในประเทศไทย จึงปลอบลูกค้าว่าอย่าได้กังวลเลย ความมั่นคงของบริษัทดังกล่าวนี้น่าจะสูงมากทีเดียว ส่วนเรื่องความมั่นคงของงานนั้น ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของบริษัท แต่อยู่ที่ความสามารถของเราเองว่าจะยังเป็นที่ต้องการไหม เพราะมีคนจำนวนหนึ่งถูกเลิกจ้างเนื่องจากการเปลี่ยนโครงสร้างบริษัทหรือเลิกผลิตสินค้าบางอย่าง การที่บริษัทดำรงอยู่จึงไม่ได้แปลว่าตำแหน่งงานจะยั่งยืนไปด้วยเสมอไปค่ะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือการที่ตัวเราเองมีความรู้ความสามารถเป็นที่ต้องการของตลาดงานหรือไม่ต่างหาก ดังนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมเสมอ (ตามที่เคยเขียนไว้ใน “อุทาหรณ์ก่อนตกงาน” (คลิก)) http://bit.ly/1hzJE7O


ความกังวลอีกประการหนึ่งของลูกค้าคือรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เนื่องจากเนื้องานที่ต้องทำในที่ใหม่นั้น แม้ว่าหลายส่วนจะเคยมีประสบการณ์มาแล้ว แต่จะมีบางส่วนที่ไม่เคยทำมาก่อน ฟังแล้วจึงให้กำลังใจไปว่าถือว่าจะได้เรียนรู้มากขึ้น ขยายขอบฟ้าแห่งความสามารถ นับเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนาศักยภาพผ่านการทำงานหนักและเพิ่มพูนความรู้ใหม่ๆ ให้กว้างไกลกว่าเดิมค่ะ ตัวคุณเคลวินเองเป็นคนใฝ่รู้อยู่แล้ว แถมตามดวงในช่วงสามปีจากนี้ไป เป็นช่วงที่ดูดีในเรื่องงานอีกด้วย จึงเชื่อว่าจะไปได้สวย แม้ว่างานจะหนักกว่าเดิมและต้องปรับตัวพอสมควรเลยก็ตามทีค่ะ


ธรรมชาติของชีวิตการทำงานที่ต้องมีอุปสรรคเป็นธรรมดา จึงเชื่อว่าเมื่อย้ายงานไปแล้วย่อมจะมีบ้างที่คุณเคลวินรู้สึกเครียดหรือมีปัญหา ดังนั้นจึงให้กำลังใจลูกค้าไว้ล่วงหน้าว่า “คงจะมีบางวันที่คุณอาจจะรู้สึกว่าไม่น่าย้ายมาเลย อยู่ที่เก่าก็ดีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่คุณคนเดียวที่คิดแบบนี้ หลายคนที่เปลี่ยนงานก็มีที่หวนคิดถึงที่ทำงานเดิมค่ะ แต่ที่จริงแล้วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็พบปัญหาได้ทั้งนั้น เมื่อโจทย์ชีวิตของคุณคืออยากทำงานที่ได้เงินเพิ่มขึ้น งานใหม่นี้ก็ตอบโจทย์แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้อะไรสมใจไปทุกอย่างก็ตามที แต่คนทั่วๆ ไปก็มักเป็นเช่นนี้คือมีทั้งที่ส่วนถูกใจและส่วนไม่ถูกใจในงานของตัวเอง ยากยิ่งนักที่จะถูกใจไปทุกสิ่งทุกเวลา ดังนั้นขอให้คิดว่าการพบเจอปัญหาไม่ว่าจะจากเนื้องานหรือจากมนุษย์ในที่ทำงาน นั่นคือสภาพปกติของชีวิต ส่วนช่วงที่การงานราบรื่นไปทุกอย่างนั้นคือช่วงที่ดีเกินปกติ เวลาเจออุปสรรคจะได้ไม่ต้องรู้สึกแย่ เพราะทราบดีแก่ใจว่านั่นคือเรื่องธรรมดาของการทำงานอยู่แล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไรให้แก้ไข บริษัทคงไม่ต้องจ่ายเงินเดือนแพงๆ ให้คุณ แต่นี่เพราะมีความขัดข้องจึงต้องจ้างคุณเพื่อมาทำให้ความข้องขัดนั้นหมดไปค่ะ” สรุปคือเมื่อตัดสินใจลาออกจากที่เก่า ทำสัญญากับที่ใหม่แล้ว ก็เหลือทางเดียว คือเดินหน้าต่อไปนะคะ (v^^)


ตราบใดที่ยังต้องทำงาน ตราบนั้นก็ย่อมต้องมีความทุกข์และปัญหาที่เกิดจากงาน ดังนั้นใครที่รู้สึกกังวลกับการเริ่มต้นใหม่ หรือกำลังเบื่องานสุดขีดก็ตามที ขอให้คิดว่าการที่เราต้องมาเจอปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงานเรื่องส่วนตัว ก็เพราะเรามีความเกิด เมื่อถือกำเนิดแล้วจึงต้องมาพบทั้งทุกข์ทั้งสุขแบบนี้ ดังนั้นไม่ว่าจะเริ่มงานใหม่ ย้ายที่ทำงานอีกกี่ครั้ง งานที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคนก็คือการปฏิบัติธรรมเพื่อความสิ้นภพสิ้นชาติ งานเพื่อความพ้นทุกข์โดยสมบูรณ์นั้นเองค่ะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

 10 
 เมื่อ: 27 กันยายน 2017, 13:49 
เริ่มโดย Aims - คำตอบล่าสุด โดย Aims
ถาม – สามีวัยเกษียณของดิฉันไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคราวลูก ไม่ทราบว่าควรจะวางใจอย่างไรให้ไม่ต้องทุกข์เพราะพฤติกรรมของเขาคะ


เชื่อว่าเมื่อตกลงปลงใจครองคู่ในวัยหนุ่มสาว หลายคนคงเคยคิดแบบโรแมนติก ว่าจะได้ “แก่ไปด้วยกัน” แต่พอชีวิตคู่ดำเนินไป คงมีหลายคู่ที่พบว่าไม่ง่ายในการประคับประคองชีวิตสมรส โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ไม่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาที่เสมอกัน หลายคู่พบปัญหาครอบครัวนานาประการมาตั้งแต่แต่งงานได้ไม่กี่ปี ต่อเนื่องยาวนานจนล่วงเข้าปัจฉิมวัย แน่นอนว่าหนึ่งในเรื่องที่ทำลายความรู้สึกกันที่สุดก็คือการนอกใจนี่แหละค่ะ


ดังเรื่องราวที่ลูกค้าหญิงวัยใกล้เกษียณ นามสมมติว่าคุณเมเดลีน กำลังพานพบประสบเหตุ ในวันที่สนทนากันนั้น หลังจากที่อ่านดวงชะตาในเรื่องความรัก ก็เห็นว่าลูกค้าน่าจะเจอปัญหาสามี (ขอสมมตินามว่าคุณเอเรส) มีพฤติกรรมนอกใจมาหลายครั้งแล้ว คุณเมเดลีนเล่าให้ฟังว่าชีวิตด้านอื่นก็ลงตัวดีพอสมควร แต่เรื่องชีวิตคู่เป็นสิ่งที่ไม่สบายใจมาตลอด ที่จริงสามีก็นอกใจมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ จนเกือบจะแยกทางกันแบบเด็ดขาดมาแล้ว แต่สุดท้ายก็กลับมาอยู่ด้วยกันอีก ส่วนตอนนี้ที่เป็นทุกข์อยู่เพราะคุณเอเรสไปมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคราวลูก (นามสมมติว่าคุณจางอ้ายหลิน) แถมยังมีลูกด้วยกัน


หลังจากที่รู้เรื่องคุณเมเดลีนก็พยายามขอหย่าหลายหนแต่สามีไม่ยอมท่าเดียว เลยต้องอยู่ร่วมบ้านกันไปแบบค่อนข้างห่างเหิน ส่วนฝ่ายภรรยาน้อยนั้นอยู่กันคนละที่ คุณเอเรสไปหาลูกบ้างแต่ไม่ได้ช่วยส่งเสียเงินทองอะไร เท่าที่ฟังกระแสเสียงของลูกค้า ก็เข้าใจดีว่าเป็นธรรมดาที่เธอย่อมมีความรู้สึกเป็นลบกับฝ่ายภรรยาน้อย แต่อกุศลจิตนั้นไม่เป็นผลดีกับจิตใจของใครเลย จึงบอกเธอว่าเมื่อเกิดกรณีนอกใจกันขึ้น ต้องยอมรับว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง ดังนั้นถ้าจะโทษว่าใครผิดแล้ว คุณเอเรสก็ผิดไม่น้อยกว่าคุณจางอ้ายหลินนะคะ


ลูกค้าเล่าเพิ่มเติมว่าที่เสียความรู้สึกก็เพราะที่จริงแล้วคุณจางอ้ายหลินเข้ามารู้จักทั้งสามีและเธอเอง ด้วยการแสดงตัวว่าสนใจการทำบุญสร้างกุศล ซึ่งทั้งคุณเอเรสและคุณเมเดลีนทำงานบุญต่างๆ เป็นประจำอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นคุณจางอ้ายหลินมีท่าทีเหมือนจะเป็นคนดี คุณเมเดลีนจึงค่อนข้างผิดหวังที่ลงเอยอย่างนี้ไปได้ ว่าไปแล้วเรื่องทำนองนี้มีไม่น้อยเลยค่ะ ได้เคยเขียนถึงมาแล้วในบทความที่ผ่านๆ มา เช่น พลาดเพียงนิด...ชีวิตเปลี่ยน (คลิก) http://bit.ly/1iNkSAp , คนบาปในคราบบุญ (คลิก) http://bit.ly/1eMifyj , ปุถุชนคนแปรปรวน (คลิก) http://bit.ly/1eYNhp8 กล่าวคือตราบใดที่ยังเป็นปุถุชน ก็ไม่ควรไว้ใจกิเลสของตนเองและผู้อื่น เพราะศีลห้าของปุถุชนนั้นยังไม่เที่ยงแท้คงทน ไม่ว่าจะคิดว่าตนเองหรือใครคนหนึ่งเป็นคนดีอย่างไร ก็ประเมินเขาไว้ในฐานะคนที่ยังกลับไปกลับมาระหว่างความดีความชั่วได้ จะได้ระวังตัวไม่พลั้งพลาด ระวังใจไม่ให้คาดหวังในใครบางคนมากเกินไป แล้วต้องมาผิดหวังช้ำใจเอง


เข้าใจดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณเมเดลีนจะทำใจให้สบายกับเรื่องนี้ ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้าไม่จมอยู่กับอกุศลจิต ไม่คิดแง่ร้ายจนทำลายจิตใจดีๆ ของตนเอง จึงแนะนำให้เธอให้อภัยทุกฝ่ายจะได้ไม่เป็นการผูกเวรกันต่อไป เพราะสิ่งที่ประสบในชีวิตของคนเรานั้น ย่อมมีที่มาที่ไป แม้อาจเป็นกรรมในอดีตชาติอันไกลโพ้น จำไม่ได้แล้วก็ตาม เมื่อเรื่องร้ายๆ ได้เกิดขึ้น วิบากมืดได้ผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วและเป็นสิ่งที่เราแก้ไขอะไรไม่ได้ ที่ทำได้ก็คือรักษาใจเอาไว้ให้ดี ไม่ต้องผูกพยาบาทใครเพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มีแต่จะสร้างความรุ่มร้อนให้โดยไม่ได้อะไรขึ้นมาค่ะ


นอกจากนี้ก็ได้ตั้งข้อสังเกตให้ลูกค้าฟังว่า ว่าไปแล้วคุณจางอ้ายหลินไม่น่าจะมีความสุขนักกับการอยู่ในสถานะภรรยาน้อยของผู้ชายวัยคราวพ่อ ซึ่งแทบไม่ได้ช่วยทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ในการเลี้ยงดูลูก อีกทั้งเท่าที่เคยสนทนากับบรรดาลูกค้าที่เป็นภรรยาน้อยมา ทั้งที่ตั้งใจและถูกหลอก เมื่อเวลาผ่านนานไป ไม่มีใครยินดีกับสถานะของตนเองเลยสักคน แถมในรายที่ตกลงใจเป็นบ้านเล็กโดยเจตนานั้น ถ้ามีปัญหาหรือความทุกข์ถาโถมใส่ จะไปขอความเห็นใจจากคนรอบข้างก็ไม่ได้อีก ลูกค้าคนหนึ่งซึ่งเป็นภรรยาน้อยจึงเคยออกปากอย่างขมขื่นว่า “เป็นเมียหลวงน่าอิจฉากว่ามาก” (แต่อันที่จริงคงไม่มีใครอยากเป็น “ภรรยาหลวง” เพราะการเป็น “ภรรยาเดียว” นั้นดีที่สุดแล้วสำหรับคนที่เลือกมีชีวิตคู่) จึงอยากบอกคุณเมเดลีนว่าขอให้เชื่อเถอะว่าอีกฝ่ายนั้นทุกข์กว่าเธอ แต่ก็ไม่ต้องไปสะใจที่เขาทุกข์นะคะ เพราะเป็นอกุศลค่ะ


ในส่วนของคุณเอเรสนั้น เท่าที่ตรวจดวงคุณเมเดลีนก็เห็นบุคลิกภาพของคู่ครองของเธอซึ่งเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ก็นึกเห็นใจชายวัยหลังเกษียณอยู่เหมือนกัน เพราะคงต้องแบกรับความกดดันจากการถูกซุบซิบนินทาอยู่ไม่น้อย ลูกค้าบอกว่าก็เป็นอย่างนั้นแหละ เพราะเดิมทีเขาเป็นคนเก่งและมีบทบาทในงานบุญงานกุศลอยู่เรื่อยๆ ได้รับการนับหน้าถือตาจากสังคมรอบข้าง เมื่อมาเกิดเรื่องทำนองนี้เข้าก็คงต้องรับกรรมกันไป ส่วนตัวเธอเองคิดว่าคงจะพยายามวางเรื่องนี้ลงให้ได้ แล้วเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติธรรม ได้ฟังแล้วก็ยินดีกับลูกค้าที่เมื่อพบทุกข์แล้วก็เลือกทางเดินที่ถูกต้องให้กับตนเองค่ะ




"คนเราถ้าไม่เข้าที่มืดถึงที่สุด ก็จะไม่ดิ้นรนหาความสว่าง
เมื่อออกที่สว่างได้ถาวร ก็จะหันกลับไปขอบคุณความมืดชั่วคราว ที่ช่วยผลักดันให้"

                                                                           
ดังตฤณ


หลายคนเพิ่งค้นพบในช่วงใกล้เกษียณว่าคู่ครองที่หวังฝากผีฝากไข้ฝากหัวใจให้ดูแลนั้นได้แปรเปลี่ยนไป แล้วก็มีจำนวนไม่น้อยที่หันมาสนใจธรรมะอย่างจริงจังในห้วงยามแห่งความทุกข์ บ้างเล่าว่าแต่เดิมก็ทำบุญทำทาน แต่การปฏิบัติธรรมนั้นยังเป็นเรื่องไกลตัว ต่อเมื่อเจอทุกข์ใหญ่หลวงในชีวิต ทำให้สนใจธรรมะปฏิบัติ เพราะไม่ต้องการเกิดมาเจอความทุกข์ซ้ำซากอีก บางคนเมื่อซาบซึ้งถึงธรรมะ ก็ออกปากว่านึกขอบคุณที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะถ้าล่วงเข้าวัยชราแล้วจะยิ่งปฏิบัติธรรมยาก เนื่องจากร่างกายไม่อำนวยค่ะ ว่าไปแล้วการมีทุกข์เสียบ้างก็มีข้อดีคือทำให้ไม่ประมาท ไม่เผลอเพลินในความสุข ดังนั้นใครก็ตามที่ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ด้วยเรื่องอะไรอยู่ในขณะนี้ อยากขอเป็นกำลังใจให้ใช้ความมืดชั่วคราว เป็นแรงผลักดันในการสู่แสงสว่างถาวรนะคะ


(^/\^)

☆Aims Astro☆
aims5000@hotmail.com
สำหรับท่านที่สนใจตรวจดวง รายละเอียดตามลิงค์ด้านล่างค่ะ
http://sites.google.com/site/aimsastro/

หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!