แสงดาวส่องทางสร้างความหวัง...แสงธรรมเป็นพลังสู่ความดี
28 ตุลาคม 2020, 20:32 *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว:
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 01:01 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – กรรมอะไรที่ทำให้ไปถึงนิพพานครับ


กรรมที่ทำให้ไปถึงนิพพาน ต้องทำความเข้าใจอย่างนี้ก่อน
พระพุทธเจ้าจำแนกกรรมไว้นะ เป็นกรรมดำแล้วก็กรรมขาว
กรรมดำคือทำแล้วจิตมืดนั่นแหละ กรรมขาวทำแล้วจิตสว่าง
ยังมีอีกแบบหนึ่งคือกรรมใส คือข้ามพ้นทั้งกรรมดำและกรรมขาวนะครับ


กรรมใส อันนี้ผมพูดเองนะ คือพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสนะ
กรรมใสนี่คือไม่มีสี มันพ้นออกไป
คือปกติเราทำบุญกัน
เพื่อที่จะเอาตัวรอดจากนรก แล้วก็หวังสวรรค์กัน นี่เรียกว่าเป็นกรรมขาว
ทีนี้ถ้ากรรมใสนี่จะเห็นแม้กระทั่งว่า
ความหลงติดอยู่ว่าเรากำลังทำบุญ มีตัวตนผู้ทำบุญ
มันเป็นเพียงอุปาทาน ถูกทำให้ยึดติดอยู่กับสังสารวัฏนี้ต่อ



ทีนี้ถ้าหากว่าเราพิจารณาว่ากายนี้ใจนี้เป็นเพียงเหยื่อล่อให้หลงติดนะ
เริ่มตั้งแต่พิจารณาว่าลมหายใจเข้าออกไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ยาวเดี๋ยวก็สั้น
แล้วก็อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์ที่มากับแต่ละลมหายใจก็ไม่เที่ยง
นึกว่ามีตัวเราจะต้องติดคุกอยู่ ติดคุกทางวิญญาณอยู่ตลอดชีวิตออกไปไม่ได้
เอาชนะความหม่นเศร้าไม่ได้นะ นี่เป็นแค่อุปาทาน


แล้วถ้าเกิดปัญญาเห็นเกิดสติเห็นในแต่ละลมหายใจเข้าออกว่า
มันมีความไม่เที่ยง แสดงความไม่เหมือนเดิมอยู่แล้ว
ไม่มีตัวไหนที่เป็นความรู้สึกแบบเดิมชุดเดิม ลมหายใจก็ไม่ใช่ลมหายใจเดิมเลย


จนกระทั่งจิตมันหลุดออกจากอุปาทานนะ
แล้วก็ค้นพบความจริงที่มันอยู่เหนือกว่าบุญกว่าบาป หลุดออกไปได้
ตรงนี้แหละที่จะทำให้เราพบนิพพานนะครับ


ตอนที่จิตพบนิพพาน พบตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นะ ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วถึงพบนะ
ตอนที่ได้มรรคจิต ตอนที่ได้ผลจิตนะ ก็คือตอนที่เรามีสมาธิระดับฌาน
เป็นสมาธิอันเกิดจากการเห็นว่าไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งในกายใจนี้เลย
ที่เที่ยง ที่เป็นตัวเดิม ที่เป็นตัวตน
มีแต่มันแสดงความไม่ใช่ตัวเดิมอยู่ตลอดเวลา
แล้วก็จะเห็นไปเป็นขณะๆ นะ
ราวกับว่าเราอยู่ในฉากหลอก มายากลที่มันหลอกเราเป็นอึดใจแต่ละอึดใจนะ
มันมีอะไรที่มาล่อ แตกต่างไปเรื่อยๆ แล้วเราก็หลงยึดไปเรื่อยๆ


แต่ถ้าเรารู้ทัน แล้วก็ไม่หลงยึดมันนะ
มันก็ทะลุออกไปเห็นอะไรอีกแบบหนึ่งที่พ้นออกไปจากกายใจนะครับ
อันนี้แหละที่ทำให้ไปถึงนิพพานได้

แล้วก็เรียกว่าเป็นกรรมใสนะ คือพ้นออกไปจากกรรมขาวและกรรมดำนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2S621Mv

 2 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:59 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันเคยโกรธและสาปแช่งใครบางคน แต่วันนี้ได้ให้อภัยเขาแล้ว
และไม่อยากให้เขาต้องเป็นไปตามคำสาปแช่งนั้น จะมีทางแก้ไขได้อย่างไรบ้างคะ


บางคนมีความรู้สึกว่าตัวเองปากศักดิ์สิทธิ์
เพราะว่าแช่งใครไปแล้วมักจะมีผลตามนั้นนะ
อันนี้พอพูดถึงเรื่องนี้ มันต้องพูดถึงสิ่งลึกลับที่มันพิสูจน์เป็นวิทยาศาสตร์ไม่ได้
แล้วก็มันก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ทราบได้เป็นสากล
เพราะว่าเราจับทุกคนมาเป็นตัวตั้ง
แล้วก็มาทดลองหาข้อสรุปกันไม่ได้แบบวิทยาศาสตร์นะครับ


แต่เราพูดอย่างนี้ก็แล้วกันว่าสิ่งใดก็ตามเราทำไปแล้ว
มันจะเกิดผลหรือไม่เกิดผลอะไรก็แล้วแต่
มันจะมีประสิทธิภาพน้อยหรือประสิทธิภาพมาก มันไปลบล้างไม่ได้
แต่มันสามารถเจือจางได้ด้วยของใหม่
คือของเก่ากับของใหม่นี่ผสมกันได้นะ
เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสนะ
เปรียบเทียบเหมือนกับบาปเก่าเป็นก้อนเกลือนะครับ
แล้วถ้าเราใส่น้ำเติมเข้าไป ยิ่งมากเท่าไหร่
หนึ่งแก้วนะมันก็เจือจางระดับหนึ่ง ยังเค็มอยู่
แต่ถ้าหนึ่งโอ่ง แบบนี้แม้เกลือจะยังอยู่เป็นก้อนเล็กๆ นั้น
แต่ก็แทบจะไม่ได้รสเค็ม
ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าหากว่าเราไม่สบายใจ
ที่เคยไปก่อบาปก่อกรรมอะไรไว้นะ เคยไปแช่งใครเขาไว้
ก็หัดที่จะชื่นชมหรือว่าอวยพรนะ ทำในสิ่งที่เป็นตรงกันข้ามกันน่ะ
เคยทำบาปไว้อย่างไรก็ทำบุญให้เป็นตรงกันข้ามกันแบบนั้นนะ


อย่างถ้าคุณสวดอิติปิโสด้วยความเข้าใจ
ว่าเราสรรเสริญเรากล่าวคำยกย่องพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์
ว่ามีคุณวิเศษอย่างไรบ้าง
ถ้าใจเกิดความเบิกบาน เกิดความชุ่มชื่น เกิดความรู้สึกสว่าง โล่ง
ก็จำลักษณะจิตลักษณะใจแบบนั้น
ไปอวยพรหรือว่าไปพูดดีนะ ให้เกิดความรู้สึกดีๆ กับคนที่เราเคยสาปแช่ง
หรือว่าไม่ต้องเคยสาปแช่งก็ได้ คนทั่วไปก็ได้ ทำให้มากๆ
จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าเรามีฤทธิ์ เรามีอำนาจในการทำให้คนอื่นรู้สึกดี
เรามีความสามารถทำให้ชีวิตคนอื่นนะมีความสว่างขึ้นนิดหนึ่งทันทีที่เราพูดไป
ตัวนี้แหละที่มันเริ่มจะเหมือนกับน้ำที่มาละลายเกลือนะ
เหมือนกับความสามารถที่มันเป็นความสว่างมาขับไล่ของเดิมที่มันเป็นความมืด
ยิ่งสว่างมากขึ้นเท่าไหร่ ความมืดยิ่งหายไปมากขึ้นเท่านั้นนะครับ
อันนี้ก็เหมือนกับถ้าเรามีความสามารถในการอวยพรคนได้แล้ว
เพื่อที่จะแก้ความรู้สึกผิดก็อาจจะไปอวยพรให้เขาเกิดอะไรที่มันดี
ที่มันเป็นไปในทางเจริญนะครับ


ทีนี้มาทำความเข้าใจกันในขั้นสุดท้ายว่า
คนเราไม่เป็นไปตามปากของใครนะ
ยกเว้นแต่ว่าบาปของเขาบุญของเขามันจะให้ผลตามนั้นอยู่แล้ว

สอดคล้องกับคำอวยพรหรือคำสาปแช่งของเราอยู่แล้ว
การสาปแช่งของเรามันเป็นพลังชนิดหนึ่งในธรรมชาติ
การอวยพรของเราก็เป็นพลังชนิดหนึ่งในธรรมชาติเช่นกันนะ
ธรรมชาติด้านมืดหรือธรรมชาติด้านสว่าง
ซึ่งมันไม่ได้มีผลขนาดที่จะเป็นมือไม้ไปบิดชีวิตของเขาให้มันเพี้ยนไป
หรือบิดเบี้ยวไปจากที่มันควรจะเป็นได้


แต่มันมีผลทางใจที่ทำให้มันเกิดแรงอัดนะ
หรืออย่างถ้ามีเขาเรียกว่ามีวาจาสิทธิ์ มีประกาศิต
อันเกิดจากการสั่งสมตบะบารมีมา พูดคำไหนนะทำคำนั้นได้ตลอดชีวิต
พวกนี้เวลาสาปแช่งใครอะไรออกไป บางทีมันเป็นพลังนะ
ซึ่งถ้าหากว่าผู้รับพลังปะทะนั้นมีบุญอ่อนนะ ไม่มีกำแพง
บางทีมันก็อาจจะก่อให้เกิดอะไรขึ้นมาได้จริงๆ
แต่ทีนี้ส่วนใหญ่ต้องเป็นระดับที่ว่าผู้บำเพ็ญตบะมาทั้งชีวิตนะ บำเพ็ญคุณงามความดีมา
ในขณะที่ผู้ถูกสาปแช่งนี่ไม่ได้มีคุณงามความดีอะไรเลย ไม่ได้มีกำแพงที่จะมาขวาง
บางทีมันก็คล้ายๆ กับ เราชกด้วยหมัด ถ้าหมัดของเรามีกำลัง
แล้วคนที่รับหมัดนี่ไม่ได้มีกำลังต่อต้าน บางทีมันก็ล้มไปได้
ก็เปรียบเทียบอย่างนั้นก็แล้วกัน


แต่เขาจะไม่ใช่ว่าเราพูดอะไรไป มันจะเป็นไปตามนั้นได้ทุกครั้ง
หรือว่าเป็นอย่างนั้นได้จริงเสมอไปนะ
มันมีเหตุปัจจัยอะไรหลายๆ อย่างนะครับ
ซึ่งคุณแค่ทำไว้ในใจว่าเราจะเป็นผู้รักษาศีล
เป็นผู้ให้มหาทาน เป็นผู้ให้ความปลอดภัยแบบไม่จำกัดนะ
ตรงนี้มันก็จะรู้สึกถึงพลังของความปลอดภัยที่ออกไปจากตัวเรา
ไม่เป็นพิษไม่เป็นภัยกับใครแม้ด้วยพลังวาจาที่เป็นทุจริต

อันนี้ถ้าทำตลอดชีวิตที่เหลือ
มันก็จะช่วยให้ความรู้สึกผิดหรือว่าอะไรที่นึกว่ามันจะไปเกิดขึ้นกับเขาหรือเปล่า
มันเจือจางลงได้ มันหายไปได้


แต่อย่าไปกังวลมากนะ เพราะว่าถ้ารู้สึกผิดหรือกังวลมากๆ
บางทีมันก็มีจิตต่อเนื่องที่ไปผูกไว้
ตัวความกังวลนั้นน่ะ มันเป็นสายใยด้านมืดชนิดหนึ่ง


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/3ifQJjj

 3 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:57 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ตอนนี้ครอบครัวของดิฉันเจอปัญหาทางการเงินอย่างหนัก
จนจะถูกยึดบ้าน กำลังจะไร้ที่อยู่ มองไปทางไหนก็ไม่มีความหวัง
ปกติดิฉันเป็นคนชอบสวดมนต์ไหว้พระอยู่แล้ว
แต่พอมาเจอปัญหาหนักๆ แบบนี้ก็รับไม่ไหว ขอกำลังใจด้วยค่ะ



เห็นใจมากครับ แล้วก็ช่วงนี้มีอะไรแบบนี้เยอะนะ
แล้วก็บางคนคิดได้อย่างเดียวนะ บอกว่าไม่อยากอยู่ต่อแล้ว
จริงๆ นะคือตอนที่เรารู้สึกเหมือนจะหมดตัว เหมือนจะไม่มีที่อยู่อาศัย
เหมือนจะไม่มีอนาคตให้ไปต่อ มันหน้ามืดจริงๆ นะ
แล้วก็คือไปฟังคำปลอบ หรือว่าไปฟังอะไรที่แบบเป็นเหตุเป็นผลน่ะ
ว่าเป็นกำลังใจอะไรต่างๆ
มันช่วยได้แค่วูบเดียว มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้แบบเป็นจริงเป็นจังนะครับ


ขอแนะนำนะ อย่างบอกว่าชอบสวดมนต์ไหว้พระ
ให้สังเกตตัวเองด้วยว่า เวลาสวดมนต์ชอบขอพรหรือเปล่า
หรือว่าชอบคาดหวังหรือเปล่าว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย
เพราะว่าถ้าหากว่าเราสวดแบบนั้นนะครับ
นอกจากจะไม่ได้มีอะไรดีขึ้นแล้ว
ก็อาจจะยิ่งทำให้กำลังใจหดหายเข้าไปอีกนะ



คือบางทีเราไปฟังคนอื่นเขาพูดบอกว่า เออ นี่ สวดบทนั้นบทนี้แล้วดีขึ้นนะ
หรือว่าไปไหว้ศาลเจ้าที่โน่นที่นี่ บางทีไปถึงต่างประเทศอะไรแบบนี้แล้วดีขึ้น
เราก็อยากจะเอาแบบเขา
เสร็จแล้วคุณเห็นไหม ถ้าคุณไปทำแบบเขา แล้วไม่ได้อย่างที่เขาว่ากันนี่นะ
มันเสียกำลังใจ มันยิ่งเกิดความรู้สึกเหมือนคนที่ลอยคออยู่ในทะเลอยู่แล้ว
แล้วก็นึกว่าจะมีขอนไม้อะไรมาคว้าแล้วจะพึ่งได้
พอพึ่งไม่ได้ คว้าแล้วมันจมนะ มันก็ยิ่งรู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีกนะครับ


เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้เอาอย่างนี้นะครับ
สถานการณ์ภายนอก ถ้าหากว่าไม่ดีขึ้น
มันไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรกระเตื้องขึ้นมานะครับ อย่าคาดหวังให้มันกระเตื้องขึ้นทันที
อย่าขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ท่านช่วยให้ท่านเมตตานะครับ
แต่ให้ขอสิ่งที่เป็นต้นเหตุของกำลังทางใจจากตัวเองอย่างแท้จริง
อย่างเวลาสวดมนต์นะ
ถ้าลองทำใจว่าเราสวดแบบไม่เอาอะไรเลย ไม่เอาอะไรจริงๆ
นอกจากตั้งใจจะถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
แล้วสวดไปด้วยแก้วเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำ
จนกระทั่งรู้สึกว่าใจนี่ออกจากอาการหมกจม
คลี่คลายกลายมาเป็นเปิดเผย กลายมาเป็นเปิดรับความสว่างจากพุทธคุณ



ตรงนี้แหละที่จะช่วยได้จริงๆ ช่วยกันที่ใจ ช่วยกันที่แก่นของชีวิตนะ
แล้วเปลือกชีวิตจะเป็นยังไง ถ้าแก่นของชีวิตยังสว่างอยู่นะ
ในที่สุดแล้วคุณจะพบว่าชีวิตไม่มีทางมืดลงทั้งหมดหรอกนะ
มืดลงแต่เปลือก แต่ว่าแก่นน่ะ ยังส่องสว่างอยู่นะครับ


ขอให้กำลังใจกับทุกคนนะครับ ตอนนี้มีแต่คำถามแบบนี้
แล้วก็คือผมเองก็ไม่ได้ดีกว่าชาวบ้านนะ คือโดยอะไรที่แบบว่าไม่ได้ว่าลอยลำ
ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจอะไรอย่างนี้ ได้รับนะ
แต่ก็อุตส่าห์ บางทีมีคนมาร้องห่มร้องไห้นะ แบบว่าจะเป็นจะตาย
แล้วก็ขอเงินไป ขอยืมอะไรต่างๆ บางทีก็ให้ไปนะ
ก็นึกไว้แต่แรกแหละว่าอาจจะไม่ได้คืน ก็ไม่ได้คืนจริงๆ ด้วย
แบบนี้นะ เพราะฉะนั้นนี่ บอกว่าเข้าใจจริงๆ
เวลาที่ใครมาพูดนะว่ากำลังลำบากเรื่องบ้าน เรื่องทรัพย์สินเรื่องอะไรต่างๆ
เข้าใจนะครับ เห็นใจแล้วก็ช่วยเป็นกำลังใจให้แก่กันและกันก็แล้วกัน
ด้วยวิธีที่ถูกต้องนะ ไม่ใช่ด้วยวิธีที่ฟังๆ ตามๆ กันมา
แล้วเชื่อๆ แบบที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนนะครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/3j6DDX0

 4 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:55 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life

ถาม - ดิฉันพบว่าเรื่องสะเทือนใจในอดีตที่เคยคิดว่าทำใจได้แล้ว
แต่สุดท้ายก็ผุดขึ้นมาให้เป็นทุกข์อีก
ได้พยายามพิจารณาความไม่เที่ยงแล้ว แต่ก็ยังวางไม่ลง ควรทำอย่างไรดีคะ


ก็ขอแนะนำนะครับให้ได้รู้จักกับการทำสมาธิ
เพราะว่าถ้าหากจิตใจของเรามีความนิ่ง มีความสงบ
มันจะคิดน้อยลง มันจะคิดเบาบางลง

ทีนี้ถ้าหากว่าเราเริ่มต้นขึ้นมา ยังทำสมาธิไม่ได้ ก็สวดมนต์มากๆ เข้าไว้นะ
เพราะการสวดมนต์ก็คือการแทนที่ความคิดแบบสุ่ม
ด้วยความคิดแบบที่มีความแน่นอนเป็นเส้นตรงนะครับ



อย่างถ้าเราสวด อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมา ไปเรื่อยๆ นะ
แล้วใจนึกถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
ความรู้สึกว่า เออ มันมีความสุขนะที่ได้ถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
มันจะขึ้นมาแทนที่อารมณ์วกวน มันจะมีความอยากตั้งจิตเป็นเส้นตรงมากขึ้น
แล้วพอจิตเป็นเส้นตรงมากขึ้น มันมีความสามารถที่จะระงับความฟุ้ง
หรือว่าความคิดในแบบที่จะมาคล้ายๆ กับว่าเป็นฝุ่นทรายนะที่ซัดเข้ามา
ให้เกิดความทุกข์ ให้เกิดความร้อน ให้เกิดความทุรนทุรายในจิตนะครับ
มันจะมีกำลังมากพอที่จะไปทำให้จิตเกิดความไม่อยากคิด


คือปกติจิตของคนธรรมทั่วไปที่ฟุ้งซ่าน มันจะอยากคิดไม่เลิก
นั่นเพราะว่าจิตมันแห้งแล้ง จิตมันหาทางเอาตัวเองออกจากความเหงานะ
แล้วพอคิดมากๆ เข้า มันปะปนทั้งความคิดดี ความคิดเลว
ความคิดที่เป็นของเก่า ความคิดที่เป็นไปในอนาคตอะไรต่างๆ
มันปะปนวุ่นไปหมด แล้วเราไม่สามารถที่จะควบคุมได้


แต่ถ้ามีสมาธิ มีความสุขมากพอนะ
ความคิดทั้งดีทั้งชั่วในแบบที่มันมาแบบสุ่มๆ ส่งเดช
มันจะน้อยลงหรือหายไปเลย
กลายเป็นความคิดแบบคนมีเป้าหมายนะครับ ว่าเรากำลังน่าจะทำอะไรในขณะนี้
เรากำลังควรจะพิจารณาอะไรเข้ามาในกายใจนะ
นั่นก็คือภาวะไหนกำลังเด่นอยู่ เราก็ดูว่าภาวะนั้นมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง
ยกตัวอย่างเช่นถ้าหากว่าภาวะที่เด่นที่สุดนะ
คือภาวะที่เรากำลังมีความคิดแบบที่ทำให้ไม่สบายใจหรือว่าสะเทือนใจ
เราก็สามารถเห็นว่าภาวะที่มันมีความสะเทือนใจ เป็นทุกข์ แล้วก็กระวนกระวายนะ
กัดฟันกรอดๆ แบบนอนไม่หลับ ภาวะนั้นกำลังเด่นอยู่
แล้วถ้าหากว่าเราดูว่าแต่ละลมหายใจนะ มันผ่านไป มันมีความสุขขึ้นไหม
ตัวความสุขนี่เป็นปัจจัยสำคัญ เป็นตัวแปรสำคัญ
ที่จะทำให้ความคิดอะไรพวกนี้มันหายไปง่ายๆ


ถ้าหากว่าเรามีทุนเป็นสมาธิ แล้วพิจารณาลมหายใจนะ
แค่ไม่กี่ลมหายใจ เราจะเกิดความรู้สึกมีความสุขมากขึ้น
แล้วก็เห็นว่าความคิดนี้มันหายไป
เพราะว่าถูกแทนที่ความทุกข์ด้วยความสุข

มันจะเห็นเป็นปัจจัยนะครับ
ที่คุณบอกว่าพิจารณาความไม่เที่ยงแล้วมันไล่ไปไม่ได้
เพราะว่าคุณขับไล่ความคิดหรือว่าความทุกข์นั้น ด้วยจิตแห้งๆ
ด้วยความรู้สึกแห้งแล้ง มันเลยไม่มีกำลัง ไม่สามารถไปแทนที่ได้


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2Ge8FxN

 5 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:52 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - คู่เวรจะพัฒนาเป็นคู่บุญได้อย่างไรครับ
ถ้าฝ่ายหนึ่งสนใจธรรมะมาก ส่วนอีกฝ่ายแม้ไม่ได้ปฏิเสธแต่ก็ยังไม่ได้สนใจมากนัก



อย่าเพิ่งไปคิดถึงคำว่าคู่บุญกับคู่อะไรเลยนะ
เอาเป็นว่าถ้าเรามองย้อนกลับไปในอดีต
เราเคยสนใจธรรมะได้อย่างไร ทบทวนดู มันเริ่มจากไม่รู้อะไรเลย
เราเกิดความรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาได้อย่างไร ทบทวนดูนะ
มันมีประโยชน์ตรงที่ว่าเราจะได้เกิดความเข้าใจ
คนที่เขายังไม่เลื่อมใส คนที่เขายังไม่เข้าใจ
บางทีมันต้องรอเวลา บางทีมันต้องรอเหตุการณ์



คือเหตุการณ์นั้นไม่ใช่ความอยากของคุณ
คือความอยากของคุณเกิดขึ้นในวันที่คุณอยาก แล้วเขาอาจจะไม่พร้อมก็ได้
แล้วถ้าเขาไม่พร้อมแต่คุณอยาก มันเหมือนเอาหลาวทองไปเสียบอกเขานะ
มันเป็นทองคำ แต่มันเสียบอกเขา เขาปวดแสบปวดร้อนนะ
เขาไม่ได้ดิบได้ดี หัวใจเขาไม่ได้ฟ่องฟูขึ้นมานะ
แต่ถ้าหากว่าคุณรอจังหวะ จังหวะที่เขามีความทุกข์แบบโลกๆ
จังหวะที่เขามีความฟุ้งซ่าน จังหวะที่เขามีความเครียด
แล้วคุณเอาเสียงเย็นๆ ของคุณเข้าไปพูด
ไม่ต้องพูดธรรมะขึ้นมาแบบ เขาเรียกอะไร แบบแหวกหญ้าให้งูตื่นนะ
เอาแบบที่ว่าพูดธรรมดา พูดปกติ พูดให้กำลังใจ
แล้วถ้ากำลังของคุณนี่สามารถทำให้ใจเขาดีขึ้นได้ มีความสุขขึ้นได้
ตรงนี้แหละหลักฐานธรรมะของคุณ


เวลาถ่ายทอดธรรมะให้มือใหม่นะ อย่าเอาเป็นคำพูด ให้เอาเป็นกำลังใจ
ให้ดูกำลังใจของตัวเองว่าสามารถเย็นได้ไหม สามารถที่จะสว่างได้ไหม
สามารถให้ความอบอุ่นกับคนใกล้ตัวได้ไหม
ถ้าคุณมั่นใจว่าธรรมะอยู่ในตัวคุณจริง มีความอบอุ่น มีความสว่างจริง
นั่นแหละ ตรงนั้นแหละ จุดเริ่มต้นนะ



คุณจะเห็นช่องขึ้นมาเองในวันเวลาที่อยู่กับเขานี่มันต้องมีแน่ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเป็นคู่กันนะ คู่ครองเนี่ย
มันต้องมีออกอาการนะ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าให้เห็น
เกิดอาการที่ขัดอกขัดใจ หน้านิ่วคิ้วขมวดอะไรต่างๆ
แล้วถ้าสามารถที่จะเอาความสว่าง ความอบอุ่นของคุณนะ ที่เป็นธรรมะของจริง
ไปมอบให้กับเขาได้ ไปแทนที่หน้านิ่วคิ้วขมวดของเขาได้
ตรงนั้นแหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงที่เขาจะเริ่มหันมาทางธรรมะนะ


เวลาที่ใจเรานี่นะมันเปิดนะ มันมีความสุขมากขึ้น
ที่มีความสุขมากขึ้นจากการที่เป็นทุกข์น้อยลงหรือว่าดับทุกข์ของตัวเองได้
ตอนนั้นใจจะเริ่มเปิด แล้วเวลาพูดอะไรไปนี่มันจะฟังหมด
แล้วเวลาเริ่มต้นอะไรเกี่ยวกับธรรมะ
ขอให้เริ่มสั้นๆ อย่ายาวมาก เพราะมันจะจำไม่ได้
เอาแค่อะไรที่สั้นๆ แล้วก็สามารถจำได้ แน่ใจว่าจำได้ในประโยคเดียว
ตัวนี้แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริง

อย่าเพิ่งไปคิดถึงคู่บาปคู่บุญนะ
คิดถึงว่าเราจะทำให้ตัวเองนี่ย้อนกลับไปเป็นคนที่ไม่เข้าใจธรรมะ
เพื่อให้นึกออก จำได้ว่าคนที่เป็นคู่เรา
เขาจะเริ่มมีธรรมะขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของเราได้อย่างไรนะครับ



โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/3kUbJxV

 6 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:50 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม - ต่อให้เรามีกรรมเก่ามาอย่างไรก็ตาม
ถ้าชาตินี้รักษาศีลในข้อกาเมสุมิจฉาจารให้สะอาดหมดจด
จะช่วยให้พบเจอคู่บุญที่เหมาะสมของเราได้ไหมคะ



ไม่แน่ ไม่ได้รับประกันนะ
ลองยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าเมื่อชาติที่แล้วหรือหลายๆ ชาติที่ผ่านมา
เราไปหักอกคนเขาไว้เยอะ แล้วก็อยู่กับใครก็มีแต่ความเห็นแก่ตัว
คือจะเอาท่าเดียว ไม่มีการหยิบยื่นอะไรให้เขาบ้างเลย ไม่มีน้ำใจบ้างเลยนะ
แล้วก็ไม่เคยปลูกศรัทธา ร่วมทำบุญทำกุศลอะไร
ที่จะเป็นเรื่องของจิตของวิญญาณร่วมกับใครมาเลย


จู่ๆ เกิดใหม่ชาตินี้ เรามาอธิษฐานแค่นี้ บอกว่าฉันจะไม่ผิดศีลข้อสาม
คือวิบากไม่ได้ออกแบบไว้ว่าจะให้ใครเจอกับเรา เราเจอกับใครนะ
การรักษาศีลข้อสามมันดี ตรงที่เราจะไม่ได้ต้องไปเจอคู่เวร
เมื่อเรารักษาศีลแล้ว และผลของการรักษาศีลนี้เผล็ดผลนะ
ถึงเวลาเผล็ดผลในกาลข้างหน้า
เราไม่ต้องไปเจอคู่เวร เราไม่ต้องไปมีภัยเวรกับใคร
นี่คือผลของการรักษาศีลข้อสามที่แท้จริง



แต่ไม่ได้ประกันว่ามันจะเปลี่ยนเส้นทางที่วิบากได้ออกแบบไว้แล้วนะ
ว่าให้เรานี่จะต้องเจอหรือไม่เจอใครนะครับ
เรื่องการเจอหรือไม่เจอใครที่เหมาะสม
อันนี้เป็นเรื่องที่มองยาก แล้วมันคาดเดาไม่ได้
มันไม่สามารถไประบุว่าฉันจะต้องได้คนแบบนั้นแบบนี้ สเปกอย่างนั้นอย่างนี้
มันเป็นเรื่องที่ว่าเราเคยอยู่กับคนแบบนั้นแบบนี้มาหรือเปล่า
หรือเคยอยู่กับคนแบบไหนมา



โดย ดังตฤณ
ที่มา  https://bit.ly/3kV5yKa

 7 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:49 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม- ผมเคยได้ยินมาว่าคนที่ไม่เคยเจริญสติมาก่อน
หากตั้งใจเจริญสติอย่างถูกต้องในช่วงใกล้ตายที่เกิดจุติจิต
จะสามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันได้ เป็นความจริงหรือไม่ครับ



อย่างเช่นลูกศิษย์ของพระสารีบุตร
พระพุทธเจ้าบอกว่านี่ขนาดเป็นพราหมณ์นะ
ไม่ได้เคยเจริญสติ ไม่ได้เคยทำสมาธิแบบพุทธมาก่อนเลย
พระพุทธเจ้าบอกว่านี่ท่านมีสิทธิ์ที่จะถึงมรรคถึงผลได้
ขอให้มันมีโอกาสตรงนั้นจริงๆ ก็แล้วกันเถอะ


แต่ส่วนใหญ่มันจะสะสมกันไม่ทัน
คือมันจะต้องมีคนช่วยไกด์ แล้วคนที่ช่วยไกด์นี่ต้องระดับหนึ่งด้วยนะ
คือไม่ใช่คนทั่วๆ ไปมาพูดแบบไม่รู้วาระจิต ว่าตอนนี้จิตไปถึงไหนแล้ว
ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปมาพูดอะไรไปมั่วๆ
คนฟังคิดไปโน่นถึงไหนแล้วนะ นี่ยังมาอยู่หลักไมล์แรกอยู่เลย คนพูดนี่
อย่างนี้มันก็ไม่ซิงค์ (sync) กัน มันก็ไม่เกิดประโยชน์
แต่ถ้าหากว่าคนฟังมีจิตแบบไหนอยู่นะครับ
แล้วคนที่ไกด์สามารถบอกได้ บอกได้ถูก
ตรงนี้นี่มันคิดเป็นอกุศลไปแล้วนะ ตรงนี้นี่ใจมันไปทางอื่นแล้วนะ
อย่างนี้ก็อาจจะดึงได้ แล้วก็มีประโยชน์ก่อนตายนะ


แต่คนที่เป็นที่พึ่งแล้วก็สามารถรู้วาระของจิตเราได้มากกว่าใคร ก็คือตัวเราเอง
ถ้าหากว่าฝึกมาไว้ก่อนนะ ไม่ใช่ไปรีบร้อนทะเลิ่กทะลั่กเอาตอนใกล้จะตาย
มันก็จะสามารถมีตัวสติ เข้ามาเตือนตัวเอง
ว่านี่กำลังเหม่อ นี่กำลังฟุ้งไปแล้วนะ นี่กำลังคิดไม่ดีแล้วนะ
แล้วสามารถที่จะดึงกลับมา มีความสามารถที่จะเป็นที่พึ่งให้ตัวเองได้

อย่าไปเชื่อเลยว่าก่อนตายนี่ใครจะช่วยใครได้
มันมีอยู่จริงแต่ว่าอย่าไปฝากความหวังไว้กับใครนะ
เพราะคนที่รู้จริงมักจะไม่ได้ไปปรากฏตัวอยู่ในที่ที่คนกำลังจะตายนะ


เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในโลกไม่มีบุญมากพอที่จะได้ผู้ช่วยที่ดีขนาดนั้น
ส่วนใหญ่จะได้แค่... คือนึกดูนะ ดูในโลกความเป็นจริงนะ
คนส่วนใหญ่นี่หลงตัว แล้วก็อวดเก่ง
แล้วก็นึกว่าตัวเองสามารถที่จะไม่ต้องพึ่งพาใคร
คือถึงแม้ว่าบางทีไปขอความช่วยเหลือเขา
แต่ก็ไปขอแบบว่านี่ข้าใหญ่กว่า แบบว่าต้องมารับใช้ข้าอะไรแบบนี้
จิตของคน มันเต็มไปด้วยความหลง
แล้วก็เต็มไปด้วยความอหังการ์นะ มีอหังการ์มมังการ
แล้วก็จะไม่ได้ทำบุญไว้ในแบบที่ไปช่วยเหลือใครเขาตอนเขาใกล้จะตาย
หรือว่าไปช่วยเหลือใครให้ออกจากความทุกข์ยากลำบากอะไรต่างๆ
ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตกันในแบบตามอำเภอใจ แล้วก็เอาเข้าตัวนะ


เวลาจะตายก็เหมือนกัน โอกาสที่จะมีบุญเก่ามาช่วยให้ได้ตายดี
หรือว่าให้ได้ไปถึงมรรคถึงผล
มันแทบจะหนึ่งในสิบล้าน หนึ่งในร้อยล้านนะ คือถ้าถึงขั้นมรรคผลนะ
แต่ถ้าหนึ่งในร้อยก็แล้วกัน มีสิทธิ์ที่ว่าจะมีญาติดีๆ มีเพื่อนที่เก่งๆ นะ
ได้มาพูดอะไรให้หายห่วง ได้มาพูดอะไรให้เกิดความชื่นใจในบุญเก่าของตัวเองนะครับ
อันนี้ก็มีสิทธิ์ แต่ว่ามันไม่อะไรดีไปกว่าการเชื่อว่าเราเป็นที่พี่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
ถ้าหากว่าได้ซ้อมนะว่าก่อนนอนก็ได้ หรือว่าในขณะที่กำลังเกิดโทสะปุดๆ นะ
หรือว่าในขณะที่กำลังฟุ้งซ่านจัด ลองซ้อมดูว่าเราเปลี่ยนตัวเองได้ไหม
ภาวะแบบนั้นให้อกุศลธรรมมันกลายเป็นกุศลธรรม
ให้ความมืดทางจิตมันกลายเป็นความสว่างทางใจ
ถ้าทำได้บ่อยๆ มันก็มีผลได้ใช้จริง
เป็นทุนรอนให้ได้เอาไปเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองในวาระสุดท้ายได้เช่นกัน


โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/3jnCjPu

 8 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:45 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – เวลาที่ดิฉันกลับจากทำงานมาถึงบ้าน แล้วมาเจอลูกทำบ้านรกและไม่เชื่อฟัง
ดิฉันมักจะโกรธจนขาดสติและบ่นยาวจนตัวเองก็ยังจับประเด็นไม่ค่อยได้
ถ้าหากอยากแก้ไขนิสัยหงุดหงิดง่ายและขี้บ่นของตัวเอง ควรทำอย่างไรดีคะ



อันนี้คือตัววิธีการที่จะได้ผลทันที มันอาจจะไม่ได้มีอุบายแบบใดแบบหนึ่งอยู่นะ
แต่มีสิ่งที่เราจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองได้
พิสูจน์ได้ว่า เออ มันเป็นไปในทางที่ดีขึ้น
นั่นคือทุกครั้งก่อนที่จะกลับมาบ้านนะ
เราเตือนตัวเองก่อนว่าเดี๋ยวกำลังจะไปเจออะไร
นึกขึ้นมานะ มีสติขึ้นมาว่า เออ เนี่ย เรากำลังจะเข้าบ้าน
เรากำลังจะเข้าใกล้หนามแหลมๆ ที่ทิ่มแล้วตำแล้ว เราจะเกิดอาการโว้กว้ากขึ้นมา
เราจะเกิดอาการเหมือนกับจิตดิ้นรนกระสับกระส่ายขึ้นมา
ให้เตรียม ถ้าไม่เตรียมนี่นะมันก็จะเข้าสู่ความเคยชินแบบเดิม
แล้วสมองมันก็จะเข้าโหมดเดิมนะครับ


แต่ถ้าเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า
มันมีความรู้สึกว่า เออ นี่ เดี๋ยวกำลังจะต้องไปเจอกับอะไร
พอเตรียมไว้อย่างนี้แล้ว
คุณจะพบว่าตัวเองเจอของจริงด้วยอาการของคนที่ระวังตัวไว้ก่อน
ซึ่งโอเค อันนั้นน่ะ คุณอาจจะบอกว่า เออ มันก็ไม่ใช่สติของจริงน่ะสิ
ก็ยังไม่ใช่นะ แต่คุณต้องรู้ตัวไงว่าสติของคุณยังมีกำลังไม่พอกับการเจอของจริง
แต่สติของคุณจะมีความพรักพร้อมมากขึ้นถ้าหากว่าเตรียมไว้ล่วงหน้า
บอกมันไว้ล่วงหน้า บอกจิตไว้ล่วงหน้าว่ากำลังจะเจอกับอะไร
แล้วพอเจอกับสิ่งนั้นจริงๆ เหมือนกับคนที่จะไปโดนหนามแหลม
ถ้าอยู่ๆ ไม่เตรียมตัวเลย โดนเข้านี่มันจ๊ากทันที
มันรู้สึกโอ๊ย แบบโวยวายขึ้นมาโลกจะแตก
แต่ถ้าหากว่าเรานึกไว้ก่อน เออ เข้าที่แบบนี้ มีสิทธิ์ได้นะ
เดี๋ยวเจอหนามแหลมๆ ต้องระวังตัวไว้
มันจะมีอาการเตรียมตัวนะครับ มันจะมีอาการที่พร้อมจะรับกับความเจ็บปวด
พร้อมจะรับกับความเจ็บปวดหมายความว่าอย่างไร
หมายความว่าพอโดนขึ้นมาจริงๆ จะไม่ตกใจมาก
จะไม่เกิดอาการสวน เป็นปฏิกิริยาอะไรที่มันสติหลุดนะ
ยังเจ็บเหมือนเดิมแต่ว่าควบคุมอาการได้ดีขึ้นนะ
แทนที่จะแบบตกใจแล้วก็เป๋ไปเป๋มา ยิ่งไปโดนหนามหนักขึ้น
หรือว่าจะไปทำให้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาได้มากกว่าเจอหนาม
มันก็กลายเป็นว่าคุมสติไว้ได้ แล้วก็มีอาการที่สงบนิ่ง


ตัวนี้ถ้าพูดง่ายๆ ว่าคุณเตรียมใจไว้ก่อนเข้าบ้านว่าจะต้องเจอกับอะไรนะครับ
แล้วเจอเข้าจริงๆ คุณจะเห็นว่าสติของคุณนี่ดีขึ้นได้เรื่อยๆ นะ

แล้วก็ต่อไปคืออาจจะวาดภาพไว้ในใจล่วงหน้าเลยว่า
ถ้าเจอของรกในบ้านเราจะจัดการอย่างไรนะ
แล้วก็ลงมือจัดการตามนั้นที่วาดภาพไว้ในใจ

อย่างเช่นคิดว่าจะดุลูก ก็ดุในแบบที่เตรียมคำไว้เลย
ว่าเอาอีกแล้วนะ นี่แล้วก็คาดโทษไว้นะว่าถ้าทำของ ถ้าทำบ้านรกอีก
คราวนี้แม่จะไม่ซื้อนั่นไม่ซื้อนี่ให้ หรือว่าจะไม่ตามใจอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรต่างๆ
คิดวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วลงมือทำตามที่วาดไว้ในใจไว้ก่อน
พอบ่อยๆ เข้ามันจะมีความรู้สึกว่าคุณมีกำลังของสติ
มาคอนโทรล (control) สถานการณ์ทางใจของตัวเอง
ก่อนที่จะไปคอนโทรลสถานการณ์ยุ่งเหยิงยุ่งยากภายนอกนะครับ
มันไม่ได้มีวิธีตายตัวนะ แต่ถ้าคุณเตรียมไว้ในใจล่วงหน้า
อันนี้มันจะมีลำดับออกมาเองตามวิถีชีวิตคนนะ




โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/2FXO8xJ

 9 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:43 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันยังตัดใจจากคนที่ไม่มีสิทธิ์รักไม่ได้
ทั้งที่ได้ลองใช้แนวทางของคุณดังตฤณแล้ว แบบนี้ควรทำอย่างไรดีคะ



คืออย่างนี้นะ แนวทางที่จะได้ผล
บางทีมันขึ้นอยู่กับว่ารายละเอียดในชีวิตของคุณเป็นอย่างไรด้วยนะครับ
แล้วก็ ณ เวลานั้นกำลังใจของคุณ มันจะเอาจริงหรือเปล่านะ
เพราะว่าเอาแค่ตรงเรื่องที่ว่าใจจริงๆ ไม่ได้อยากจะตัด
แค่นี้ต่อให้ใช้อุบายที่ประเสริฐเลิศเลอแค่ไหนก็ตาม มันก็ตัดไม่ขาดนะ
เพราะว่าใจนี่ จำไว้เลยนะ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน


ถ้าหากว่าใจจริงๆ ของเรามันยังไม่อยากจะตัด
แล้วฝืนที่จะใช้อุบายอะไรก็แล้วแต่
มันก็เป็นการแกล้งที่จะปฏิบัติ แกล้งที่จะทำ แกล้งที่จะตัด
ส่วนของจริงนี่ไม่เคยที่จะไปแตะต้องมันเลย
ไม่เคยไปทำให้มันถลอกปอกเปิกแม้แต่นิดเดียว
อย่าว่าแต่จะไปตัดเยื่อตัดใยให้มันขาดนะ


เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ไม่ต้องใช้อุบายอะไรทั้งสิ้น
ถามตัวเองง่ายๆ ว่าเราอยากจะตัดจริงหรือเปล่า
คืออันนี้บางทีนะ มันไม่ได้ได้คำตอบจากตัวเองง่ายๆนะ
เพราะว่าเราจะหลอกซ้อนหลอกขึ้นมา
หลอกตัวเองน่ะ บอกว่าฉันอยากจะตัด แต่เอาเข้าจริง มันยังตรึกนึกอยู่
พระพุทธเจ้าท่านสอนนะ
ดูง่ายๆ เลยว่ากามคุณทั้งห้านี่มันจะมีฤทธิ์ มีพิษ มีภัยกับเราแค่ไหน
ดูว่าเราเต็มใจตรึกนึกถึงมันหรือเปล่า
ถ้าเต็มใจตรึกนึกถึงมันนะ นี่ตัวนี้แหละ ชัดๆ เลยนะ
มันคือสายโซ่ มันคือสิ่งร้อยรัด มันคือสิ่งที่ผูกมัดเราไว้กับสิ่งที่เป็นโทษ


ถ้าหากว่าเรายังมีความเต็มใจตรึกนึกอยู่ในส่วนลึกนะ
ให้บอกตัวเองว่าอย่างนี้ ไม่ต้องใช้อุบายนะ
เอาตรงๆ เลยบอกตัวเอง ตัดใจเสีย
คำว่า " ตัดใจเสีย" คือการข่ม เป็นสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าสอนให้ทำนะ
เวลาที่จะต้องทำผิดอะไร บางทีมันต้องใช้การข่มใจ
ถ้าข่มใจแล้วรู้สึกอึดอัด โอ๊ย กำลังจะตายอยู่แล้วนะ
ให้คิดถึงการให้ทาน ลองไปให้อะไรง่ายๆ อย่างเช่นเศษสตางค์
อย่าให้แบบที่จะต้องเดือดร้อนนะ
ให้แบบนิดๆ หน่อยๆ แต่ว่าใจมันรู้สึกว่าชุ่มชื่นนะที่ได้ให้คนที่ควรให้
แล้วเราอธิษฐานว่าขอให้ใจนี่สละสิ่งที่ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น
อย่างเช่นคนของคนอื่นนี่นะ
ให้ได้ง่ายเหมือนกับที่เราทำทานในครั้งนี้ด้วยเถิด
แล้วทำบ่อยๆ ทำทุกวันนะ คุณจะพบว่าใจมันเริ่มส่งออก
แล้วก็ส่งคืนความยึดมั่นถือมั่น ออกไปทีละน้อยๆ นะครับ


ตรงนี้นะ ต้องทำด้วยใจจริงด้วยนะ
อย่าทำแบบหลอกตัวเองว่าเราพยายามแล้วนะ
แต่ต้องเอาจริงๆ คือเริ่มจากการตัดใจก่อน ข่มใจให้ได้ก่อนนะ
บอกตัวเอง สั่งตัวเองเลยบอกว่านี่ฉันต้องไม่เอานะ
คือถ้าไม่มีการสั่งตัวเอง
บางทีมันจะมีอาการแกล้งหลอกซ้อนหลอกนะครับ
หลอกตัวเองว่าเรากำลังพยายามตัดใจนะ


ถ้าตัดใจแล้ว แล้วก็ฝึกสละออก
ฝึกที่จะทิ้งสิ่งที่ไม่ควรจะหวงไว้ ไม่ควรจะเก็บไว้
ตรงนี้นะ ในที่สุดแล้ว มันจะทิ้งได้จริง มันจะสละออกได้จริงนะครับ





โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/30hduNL

 10 
 เมื่อ: 29 กันยายน 2020, 00:41 
เริ่มโดย star4life - คำตอบล่าสุด โดย star4life
ถาม – ดิฉันไม่เคยคิดอยากมีลูกเลย แต่คนรักของดิฉันอยากมีลูกมากๆ แบบนี้ดิฉันควรจะยอมมีลูกดีไหมคะ แต่ถ้ามีลูกก็คงรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ หรือควรเลือกที่จะเลิกรากับคนรัก เพื่อให้แต่ละฝ่ายได้มีโอกาสคบคนใหม่ที่คิดตรงกันในเรื่องนี้


ที่บอกว่าเสียดายหรือว่าจะเป็นทุกข์แค่ไหน ไม่มีใครบอกได้
แต่บอกได้อย่างหนึ่งคือมันเสี่ยงมากๆ
กับการเอาชีวิตของเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มารับกรรมนะ
คือพูดง่ายๆ นะ เราไม่รู้ตัวเองว่ามีลูกแล้ว ลูกจะทำให้เราเป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเกิดว่าเขานะมีกรรมชนิดหนึ่งติดตัวมา
เป็นประเภทที่แม่หรือพ่อไม่อยากมีลูก ไม่อยากเอาใจใส่
แล้วก็ได้ช่องมาเกิดกับเราจริงๆ มันก็จะอยู่บนเส้นทางอีหลักอีเหลื่อ
กลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้วยกันทั้งสองฝ่ายนะ


แต่ถ้าโชคดีเป็นเด็กที่มีบุญนะ มีบุญได้ฤกษ์เกิดในแบบที่พ่อแม่รักแน่ๆ
ใครต่อใครรุมกันเอ็นดู รุมกันเลี้ยงแบบให้ความอบอุ่น
แบบนั้นคุณก็อาจจะเปลี่ยนใจจากไม่อยากมีลูก
กลายเป็น โอ้โห แบบรักสุดชีวิตเหมือนกับเป็นดวงใจของตัวเอง
เคยเห็นมาเยอะนะ ประเภทที่บอกว่าไม่มีทางเด็ดขาด หัวเด็ดตีนขาดนี่ไม่มีทางมีลูก
แต่พอมีเข้าจริงๆ เนื่องจากว่าเป็นเด็กมีบุญนะจะต้องได้รับความรัก
มันเปลี่ยนใจเลยนะ มันเปลี่ยนพลิกเลย
ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับการมีลูก สวิงจากข้างที่รังเกียจการแบกภาระ
กลายมาเป็นเต็มใจที่จะเอาภาระอันเป็นสุขนี้นะ
แบกขึ้นบ่า แบกขึ้นหัว แบกขึ้นหัวเลยนะไม่ใช่แค่ขึ้นบ่า



คือเหตุปัจจัยตรงนี้มันไม่แน่นอน
เอาเป็นว่าสรุปง่ายๆ นะ ถ้าไม่อยากมีลูก อย่าเสี่ยง
เพราะเป็นไปได้สูงที่กรรมเป็นแดนเกิด
ตัวคุณมีจิตใจเป็นอย่างไร คุณก็เป็นแดนเกิดให้กับเด็กที่จะมาเกิดแบบนั้นนะ
ถ้าหากว่าทั้งพ่อทั้งแม่ ฝั่งชายฝั่งหญิง สามีภรรยาต่างฝ่ายต่างเต็มใจ
ต่างมีความรู้สึกเป็นสุข ต่างมีความรู้สึกรอคอยอยากจะเลี้ยงลูกเหลือเกิน ตัวสั่นเลยนะ
แบบถ้าไม่มีลูกนี่ไม่ยอม ต้องไปทำกิฟต์ ต้องไปอะไรให้มันมีให้ได้
อันนี้ก็บอกได้เป็นนิมิตหมายนะว่า เด็กที่จะมานี่จะต้องได้รับความเอ็นดู
การเลี้ยงดูแบบที่สมบูรณ์ มีทั้งพ่อมีทั้งแม่ให้ความรักความอบอุ่น
แต่ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่เต็มใจไม่อยากมี อย่าฝืนดีกว่า
เพราะการจับคู่ ไม่ใช่เรื่องความรักอย่างเดียว
คนเรารักกันได้แต่ก็ไม่ต้องเอาเด็กมาลำบากด้วย
คือรักกัน ดูแลเอาใจใส่กันแบบเพื่อนก็ได้
ไม่จำเป็นต้องร่วมหอลงโรงแบบสามีภรรยา
เพื่อที่จะมีบุตรมีธิดากันต่อไปนะครับ


อันนี้ให้คำแนะนำได้แค่กว้างๆ คร่าวๆ นะ
อย่าเห็นแก่ความรักฉันชู้สาวอย่างเดียว ชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่จะมาอยู่ด้วยกัน
เพราะว่าจริงๆ แล้วจะต้องมีลูกอีกหนึ่ง อีกสอง อีกสาม ตามมาอยู่กับเราด้วย
แล้วก็ร่วมสุขร่วมทุกข์หรือร่วมกับความรู้สึกนึกคิดในแบบของเราด้วยนะ
ตอนเด็กยังไม่เกิดมา เราตัดสินใจเลือกอะไรก็ได้
แต่เด็กเกิดมาแล้ว ตัดสินใจเลือกไม่ได้นะ ต้องเลี้ยงให้ดีที่สุดอย่างเดียว
ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นบาปเป็นกรรมติดตัวทั้งเราทั้งเขาต่อไปนะครับ มันไม่คุ้มนะ



โดย ดังตฤณ
ที่มา https://bit.ly/30iKPbk


หน้า: [1] 2 3 ... 10
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.8 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!