คำตอบเมื่อเร็วๆ นี้
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 6 กันยายน 2010, 16:11 
เริ่มโดย AVOCADO - คำตอบล่าสุด โดย mayrin

ถ้ารู้สึกว่า ไม่ดี ไม่เป็นที่ยินดีของจิต
ความขุ่นเคืองเริ่มก่อหวอด ความระแวงสงสัยเ่ริ่มสั่นคลอนศรัทธา

ก็ควรย้อนกลับมาพิจารณาว่าชัยภูมิที่เราจะปลูกต้นบุญกุศลนั้นเหมาะสมหรือไม่
ถ้ามีความไม่ถูกจริต มีจิตอันปฏิเสธเสียแล้ว เมล็ดบุญนั้น ก็ไม่อาจงอกเงยเจริญขึ้นมา
สูญเปล่าและสูญเสียความตั้งใจอันดี

ดังนั้นก็ควรที่จะเลือกชัยภูมิในการปลูกที่ควรแก่ศรัทธาเจริญ เหมาะสมกับจริตเราใหม่ค่ะ


 2 
 เมื่อ: 6 กันยายน 2010, 16:02 
เริ่มโดย Jaidee - คำตอบล่าสุด โดย mayrin

เมื่อคิดไปแล้วมีแต่ทุกข์ไปเอง ก็ไม่ควรจะปล่อยจิตให้จมอยู่กับความเศร้าหมองค่ะ
การย้ำคิด คาดการณ์ว่า ถ้าจะเป็นไปดังนั้น ดังนี้ แล้วรู้สึกเจ็บปวด
ก็ถือว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
การแต่งงานที่ปราศจากความรักเป็นเสาเหล็กที่ยึดพื้นแน่นหนา
มีแต่ความผูกพันธ์และหน้าที่ความรับผิดชอบเป็นโครงร่างไม้บางๆ
ย่อมสั่นคลอนพร้อมจะล้มครืนได้ง่ายดาย เมื่อถูกแรงกระทบใดจากภายนอก

สำหรับผู้หญิงทุกคนย่อมต้องการมีครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่รักใคร่ของสามี
แต่ถ้าไม่เป็นดังวาดหวัง ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเราจะไม่เหลืออะไร
หรือไม่มีคุณค่าใด เรามีสิ่งที่ใหญ่มากกว่านั้น คือ คุณค่าของความเป็นมนุษย์ผู้ดำรงตนอยู่ในศีล
เป็นผู้ที่พยายามฝึกฝนอบรมขัดเกลาจิตตน เป็นผู้ที่เพียรปฏิบัติเพื่อความพ้นจากทุกข์
และมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่คือ ความเป็นมารดาที่ประเสริฐยิ่งของบุตร

เมื่อทั้งสองฝ่ายเสียสละความสุขความต้องการที่สมบูรณ์ของตนเพื่อลูก
ก็ลองสอบถามความเห็นของแกค่ะ
ลูกเราโตพอหรือยัง เข้มแข็งแค่ไหน
อยู่โดยปราศจากบิดาโดยไม่มีปมปัญหาจิตร้าวฉานในอนาคตได้หรือไม่ค่ะ

ถ้าได้คำตอบอย่างไรแล้วก็ค่อยพิจารณาว่าควรทำเช่นไรต่อไป

 3 
 เมื่อ: 4 กันยายน 2010, 07:14 
เริ่มโดย coffeegirl - คำตอบล่าสุด โดย coffeegirl
มีคำถามมาถามอีกแล้วค่ะ  คือปกติแล้วดิฉันก็เป็นคนอารมณ์ดีพอสมควร  มีความสุขกับชีวิต  ถือศีลห้าทุกวัน  ทำบุญ  นั่งสมาธิ  เป็นประจำ  รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีเสน่ห์อยู่พอตัว  มีคนอยากรู้จัก  อยากมาจีบ  แต่ว่าพอมีความรักทีไร  ดิฉันแทบจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยค่ะ  จากที่ดีๆมีความสุขอยู่จะกลายเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว  คิดมาก (ถึงมากที่สุด)  คิดในแง่ลบอยู่ตลอดเวลา  เวลามีแฟนก็จะถูกบอกเลิกเพราะว่าดิฉันทำตัวแบบนี้  ดิฉันรู้ของเสียของตัวเองข้อนี้แล้วพยายามจะแก้ไข  ตอนไม่มีแฟนก็นึกว่าตัวเองสามารถปรับปรุงตัวเองได้ดีแล้ว  แต่พอมีแฟนอีกทีก็กลายมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วค่ะ 

ตอนนี้ก็เพิ่งถูกแฟนคนล่าสุดบอกเลิกก็เพราะว่าเป็นแบบนี้  ความเสียใจที่ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองได้นั้นมากพอกับความเสียใจที่ถูกแฟนบอกเลิกเลยค่ะ  ทำให้ดิฉันรู้สึกว่าต้องเสียคนดีไปเพราะว่านิสัยที่ไม่ดีของตัวเอง

ไม่ทราบว่าจะมีวิธีแก้ได้บ้างไหมคะ ขอบคุณมากค่ะ   

 4 
 เมื่อ: 2 กันยายน 2010, 20:59 
เริ่มโดย kora22 - คำตอบล่าสุด โดย kora22
ขอบคุณมากๆ ค่ะ ที่แนะนำ
เหตุการณ์นี้ได้เป็นบททดสอบหนึ่งที่ทำให้เราฝึกการมีสติ
แล้วก็รู้แล้วว่า ดิฉันยังไหลไปกับสิ่งที่มากระทบอยู่ ยังคงต้องฝึกสติกันต่อไป
ตอนนี้กำลังฝึกเตือนสติตัวเองอย่างเนืองๆ รู้ทันบ้าง เผลอไปบ้างค่ะ
....

 5 
 เมื่อ: 2 กันยายน 2010, 11:16 
เริ่มโดย kora22 - คำตอบล่าสุด โดย mayrin

ถ้าัมั่นใจว่า เราไม่เคยทำอะไรอย่างที่ถูกทำนายทายทักนั้นแน่ๆ
และคำทายนั้น ก็ไม่ได้มีประโยชน์ใดที่จะนำมากลับมาปรับตน
ก็ปล่อยวางไว้ ณ.สำนักหมอดูท่านนั้นเถอะค่ะ

การนำกลับมาย้ำคิดด้วย จะเหมือนการเก็บฝุ่นผงภายนอกเข้ามาในบ้าน
ทำให้เรารู้สึกระคายเคือง พาลจะไอ จาม อยู่บ่อยๆ

สถานที่ใดสำหรับเราที่คิดว่า ศรัทธาไม่เจริญ และทำให้อกุศลกรรมงอกเงย
ก็พึงหลีกเลี่ยงเสียดีกว่าค่ะ


 6 
 เมื่อ: 2 กันยายน 2010, 10:59 
เริ่มโดย b2519 - คำตอบล่าสุด โดย mayrin

การทำบุญเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินเสมอไปค่ะ อาจเป็นการเสียสละแรงกายช่วยงานของวัด
เช่น ช่วยล้างจาน หรือ เก็บกวาดลานวัด

ช่วยป้อนข้าว ช่วยอุ้ม ดูแลเด็กกำพร้าในสถานปเลี้ยงเด็ก

ในส่วนที่เป็นเงิน ถ้าพ่อแม่เห็นว่าเรานำเงินมาทำบุญครั้งละมากๆ มองว่าสิ้นเปลือง
เราสามารถทำบุญครั้งละเล็กละน้อยได้ค่ะ  ทำให้สม่ำเสมอตามโอกาส และกำลัง
เหมือนค่อยๆ หยอดกระปุกบุญไปเรื่อยๆ ค่ะ

เดินทางไกลพ่อแม่เป็นห่วงค่ะ ดังนั้นก็มักจะไม่ให้ไป
ท่านอาจคิดว่า บ้านเราไม่ค่อยมีงาน  ไม่ได้จัดงานอะไรที่ต้องเป็นการรวมญาติ
และท่านไม่มีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับญาติฝ่ายนั้น

ดังนั้น การที่คุณต้องเหน็ดเหนื่อยเดินทางไกล และมีค่าใช้จ่ายเพื่อไปร่วมงาน จึงดูเป็นเรื่องไม่จำเป็น

การจะเปลี่ยนแปลงพ่อแม่ิ ให้คิดเหมือนเรา เห็นความจำเป็นและสำคัญในบางเรื่องเหมือนเรา
ดูจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทนค่ะ

ถ้าฐานของกรรมที่เรายืนอยู่ไม่เท่ากับท่าน
การที่จะให้เสมอกันทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น ก็ต้องยืดหยุ่นปรับระดับให้พอเทียบเคียงกันได้ทั้งสองฝ่าย

พ่อแม่มักต้องการให้ลูกให้ความสำคัญกับเรื่องของท่านมากกว่าคนอื่น
สิ่งใดที่คุณทำบุญกับพระ กับคนอืนแล้ว ก็อย่าลืมทำบุญกับท่านด้วยนะคะ

 7 
 เมื่อ: 2 กันยายน 2010, 10:27 
เริ่มโดย Bee2524 - คำตอบล่าสุด โดย Bee2524
มาวันนี้หัวหน้าเราเรียกคุยเขาบอกว่าบริษัทมีนโยบายขึ้นเงินให้5เปอร์เซ็นต์  และเงินเดือนของเราเยอะแล้ว เราถามเขาว่า เราทำงานไม่ดีเหรอ เขาก็บอกว่า ไม่ใช่ เขาให้เงินเรา1000บาททุกเดือน จนกว่าจะถึงรอบปรับเงินอีกในปีหน้า เราไม่เอาคืนเงินให้หัวหน้าใหญ่ เขาก็ไม่ยอม ยัดเงินใส่กระเป๋าให้เราอีก ไม่อยากได้เงินนี้เลย เขาบอกว่าsystem ที่บริษัทเป็นแบบนี้ เงินเดือนไม่เยอะหรอก ถ้าไม่ติดเรื่องหนี้บัตรเครดิตอยากออกไปทำงานที่อื่นถึงได้เงินน้อยกว่านี้ก็ยอม ไปเป็นพนักงานธรรมดาคนหนึ่งก็พอ ชีวิตมนุษเงินเดือนคนนี้ จะไม่มีอะไรดีขึ้นกว่านี้เลยเหรอ

 8 
 เมื่อ: 1 กันยายน 2010, 15:12 
เริ่มโดย Bee2524 - คำตอบล่าสุด โดย Bee2524
ขอปรึกษาหน่อยนะค่ะ คือว่าเรามีหัวหน้าเป็นชาวต่างชาติ เขาเรียกแผนกเราประชุมว่าจะมีการปรับเงินให้กับทุกคน ซึ่งเราก็ดีใจและตั้งใจทำงานมากขึ้น เพราะไม่ได้ขึ้นเงินมา3-4ปีแล้ว เนื่องจากบริษัทบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งเราก็เข้าใจ แต่กลางปีที่แล้ว บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เราอยู่ฝ่ายขายจึงทราบเรื่องนี้ดี แต่เมื่อวานนี้ทุกคนได้รับเงินซองของเงินเดือนที่เพิ่มย้อนหลัง2เดือน มีเราอยู่คนเดียวในแผนกที่ไม่ได้...

     แผนกเรามีหัวหน้า2คน หัวหน้าใหญ่ และมีหัวหน้ารองอีก1คน ซึ่งคนนี้เขาไม่ชอบเรา เคยเรียกเราคุยเป็นการส่วนตัวว่ามีปัญหาอะไรกับเขาหรือเปล่า สั่งให้ทำงานก็ไม่ทำ เราก็บอกว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ทำ ก็ทำทุกอย่าง เขาก็เงียบไปเพราะเราก็ทำทุกอย่างที่สั่งจริงๆ เขาก็บอกว่าทำแต่ว่าเราจะมีคำถามทุกครั้ง นึกในใจว่าแน่นอนต้องมีคำถามอยู่แล้ว แต่บางคำถามอาจปนไปด้วยการใส่อารมณ์ เพราะบางครั้งคำสั่งที่พูดออกมามันไม่จำเป็น งานบางอย่างเขาไม่ต้องเข้ามาสั่งเราก็ทำเป็นปกติอยู่แล้ว เขามาทำงานหลังจากที่หัวหน้าเก่าเราลาออก ซึ่งหัวหน้าเก่าดีกับเรามากทำงานเข้ากันได้ดี ส่วนหัวหน้าใหญ่ก็จะงานยุ่งมาก ส่วนเขาวันๆ ก็เข้าเน็ท คุยโทรศัพท์มีแต่เรื่องส่วนตัว เรื่องบัตรเครดิต เรื่องสัญชาติลูก เรื่องไปเที่ยว ที่พัก จิปาถะ แต่เวลามี MD หรือประธานมาที ก็จะกระตือรือร้นทำงาน เช็คงาน เห็นแล้วทำให้ไม่อยากทำงานด้วย ก็จะเฉยๆ ไม่ค่อยพูดกับเขาถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาออกแนวพูดดีใส่ตัว ชั่วใส่คนอื่น

     เรื่องเงินเดือนไม่ได้ปรับเราโทรไปหาหัวหน้าใหญ่ว่าบอกว่าจะปรับเงินทำไมของเราไม่ได้ปรับ หัวหน้าบอกว่าจัดการให้แล้ว เราก็เลยบอกว่าของคนอื่นได้หมดแล้วเรายังไม่ได้ เขาบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับมาจัดการให้แล้วจะบอกเราอีกที

     อยากหางานใหม่ค่ะ ลองพยายามหาแล้วยังไม่มีที่ไหนรับเลยค่ะ ไม่อยากทำงานกับหัวหน้าแบบนี้ค่ะ เราทำงานไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ แต่เราจะไม่ค่อยทำโอที แต่ลูกค้าเราทำงาน 24ชม เพราะฉะนั้น หลั่งเลิกงานลูกค้าจะติดต่อไปยังหัวหน้าเรา ซึ่งเขาไม่พอใจ เคยคุยกันว่าอยากให้เรามีความรับผิดชอบทำโอทีด้วย เราก็มีอยู่โอทีบ้างนะเป็นช่วงๆ ที่ต้องสรุปยอดขาย หรืองานค้างยังไม่เสร็จก็จะทำต่อ แต่เราจะพยายามทำให้เสร็จภายในเวลาเลิกงานตลอด

    ไม่สบายใจเลยในเมื่อหัวหน้าไม่ชอบ พยายามปรับปรุงเรื่องคำถามที่บางครั้งใส่อารมณ์ไปบ้างซึ่งเราเองก็ทำได้แล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะยังมีทิฐิ(เขียนถูกหรือเปล่าค่ะ)



 9 
 เมื่อ: 1 กันยายน 2010, 12:19 
เริ่มโดย AVOCADO - คำตอบล่าสุด โดย AVOCADO
สวัสดีค่ะ

การที่พระที่วัดแห่งหนื่งทัก แม่ชีพราหม์ในขณะที่กำลังฟังเทศน์  ท่านพูดว่า...แม่ชีพรามห์ทั้งหมดที่มาบวชที่นี่ ได้มี แม่ชีพรามห์ บางคนม่องค์และแฝงมาด้วย เพื่อที่จะมารับอำนาจบารมีจากการบวช และเจัาตัวอาจไม่รู้ตัว คือทำเพราะ ร่างองค์ต้องการ.....ขอความกระจ่างหน่อยนะค่ะ...โดยส่วนตัวไม่ลบหลู่ แต่รู้สืกไม่ดีและไม่ค่อยจะยินดีถ้ามีคนมาทักว่า คุณมีองค์บางอย่าง

ขอบคุณค่ะ



 10 
 เมื่อ: 30 สิงหาคม 2010, 11:58 
เริ่มโดย Jaidee - คำตอบล่าสุด โดย Jaidee
ดิฉันแต่งงานกับสามี มา 8 ปี เป็นการแต่งงานกึ่งๆตกกะไดพลอยใจร ชีวิตสมรสดำเนินมาแบบแกนๆ จนในที่สุดทุกอย่างก็มาก่อตัว เป็นปัญหาขึ้นเมื่อ2 ปีที่แล้ว สามีมาขอเลิกแต่ยังขออยู่ด้วยกันกับดิฉันและลูก ตอนแรกคิดว่ายอมกันไปก่อน เพราะตอนนั้นมีเรื่องกันบ่อยๆ ต่อมาไม่นานดิฉันจับได้ว่าเค้ามีผู้หญิงอีกคน เค้ายอมรับและให้ดิฉันยอมรับเรื่องนี้ และให้อยู่กันเพื่อลูก โดยให้เหตุผลว่า เค้าหมดรักเราแล้ว และไม่เคยรักเรามาตั้งแต่แรก เค้าขอโทษดิฉันและขอรับผิดชอบดูแลดิฉันและลูกต่อไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา 2 ปี  เค้าจะต้องไปหาผู้หญิงคนนั้น อาทิตย์ละ 3 คืน และวันหยุดเต็มวัน ใหม่ๆ ดิฉันอาการหนักมา จนมาถึงทุกวันนี้ อาการดิฉันดีขึ้นมากแล้วอาจเป็นผลจากการที่มีธรรมมะเป็นที่พึ่ง เริ่มปฎิบัติภาวนา แต่จนแล้วจนรอด เรื่องพวกนี้ก็ยังวนเวียนมาทำให้ทุกข์อยู่เสมอ เฝ้าตามรู้มากว่า 1 ปี แล้วคะ เริ่มรู้สึกว่าถ้าตนเองยังอยู่ในสภาพนี้ โดยที่จะต้องเห็นภาพไปๆมาๆๆ ของเค้า และยังเรื่องที่มากระทบ ที่มักจะทำให้ขัดเคืองใจบ่อยๆ ด้วยจิตใจที่ยังไม่เข้มแข็งมากนัก เลยคิดว่า อยากจะออกมาจากวังวนซ้ำซากแบบนี้ พยายามคุยกันหลายครั้งว่าน่าจะแยกกันได้แล้ว แต่เค้าดูจะไม่ค่อยพอใจนัก และมักจะพูดว่า เราตกลงกันแล้วนี่ ว่าจะอยู่กันเพื่อลูก เค้าเองก็อยู่ด้วยเพื่อรับผิดชอบดิฉันและลูก และบอกว่า ดิฉันเองก็ควรจะมีความรับผิดชอบในเรื่องนี้เหมือนกัน
ไม่โทษเค้าหรอกนะคะที่ตนเองยังทุกข์อยู่ก็เพราะดูแล้วน่าจะเป็นเพราะกิเลสในใจของตนเองมากกว่า ที่ยังมีภาพครอบครัวที่อบอุ่น และยังมีความอยากให้เค้าเลิกกับผู้หญิงคนนั้น ความคิดที่คอยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบบ่อยๆ  และสุดท้ายใจที่อยากให้เค้ารักเราเป็นอย่างที่เราต้องการ ทั้งที่รู้ว่ามันคงไม่มีทาง แล้วก็ไม่แน่ใจว่า ถ้าเค้าเลิกกันและกลับมาหาดิฉัน จะเป็นอย่างไร คิดไปมีแต่ทุกข์เองทั้งนั้นคะ
อยากขอคำแนะนำว่าดิฉันควรจะทำอย่างไรดี ระหว่างแยกทางกันเพื่อลดผัสสะที่มากระทบ หรือว่าควรอยู่กันเพื่อลูก ดิฉันไม่มีควาามเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกคะ   

หน้า: [1] 2 3 ... 10